วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ไปแอ่วเกาหลีมาล่ะ

หลังจากหม่ำอาหารบนความสูงสามหมื่นฟุต ตามด้วยขนมปังอีกหนึ่งก้อน ล้างคอด้วยน้ำส้มอีกหนึ่งแก้ว สายตาก้อมองออกนอกหน้าต่างเห็นแสงสีส้มกำลังจะลับขอบฟ้า ก้อนเมฆลอยแน่นอยู่ใต้ท้องเจ้านกเหล็กที่ทะยานออกจากอินชอน กรุงโซล เหนือน่านฟ้าคาบสมุทรเกาหลีเพื่อมุ่งหน้ากลับสุวรรณภูมิได้ราวสามสิบนาที ยังเหลือเวลาแกร่วอยู่ในท้องเจ้านกเหล็กนี่อีกตั้งห้าชั่วโมง!... ทำดีน้ออออเรา...แองกรี้เบิร์ดก้อเล่นตอนขามาแล้ว เพลงที่โหลดไว้ก้อฟังจนครบทุกอัลบั้มแล้ว .....ฉับพลันแสงรำไรสีส้มแดงที่ไล่เฉดไปจนถึงน้ำเงินเข้มสุดเส้นขอบฟ้าก้อกระแทกความสวยเข้าสมองอย่างจัง เออออออออนะ! เขียนบันทึกการมาเที่ยวครั้งนี้สักหน่อยดีกั่ว... ว่าแล้วก้อจัดแจงลุกไปเข้าเข้าห้องน้ำ ก่อนกลับมานั้งที่เก้าอี้ชั้นอีโคโนมิคอันมีพื้นที่จำกัดไม่ต่างจากที่นั่งรถเมล์ในกรุงเทพ.. เสียบหูฟังเข้าสองหูและเรียกหลานแจ้กกี้ อะวังโก้มาร้องเพลงขับกล่อม ก่อนลงมือจิ้มๆๆๆๆเจ้าไอแพดเพื่อบันทึกเรื่องราวความสนุกสนานเล็กๆน้อยๆ ที่กำลังจะผ่านไปแล้วกับการผจญภัยในต่างแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแดนกิมจิอันน่าหลงใหล สวรรค์ของวัยรุ่นกับกระแสดารานักร้องเกาหลีฟีเวอร์

ผมไม่แปลกใจเลยครับที่วัยรุ่นบ้านเราจะเกาะติดกระแสเกาหลีอย่างเหนียวหนึบยิ่งกว่าขนมตังเม ( ซึ่งวัยรุ่นสมัยนี้แทบไม่รู้จักกันแล้ว แต่รู้จักบูโกกิ หรือบิบิมบับ แทน ). เพราะการสร้างวัฒนธรรมคลั่งเกาหลี ได้แทรกซึมไปทุกอนูของเมืองไทย ตั้งแต่ดารานักร้อง อาหาร หรือแม้แต่ศัลยกรรมความงามอันเลื่องชื่อ

เพราะคนเกาหลีบอกผมเองว่า ดารานักร้องเกาหลีทุกคนผ่านการทำศัลยกรรมใบหน้ามาทั้งนั้น ข้อนี้ผมเชื่อเกินร้อยเปอร์เซ็นครับ เพราะถ้าใครจินตนาการว่ามาเที่ยวเกาหลีแล้วจะเจอแต่คนสวยๆหล่อๆเหมือนอย่างที่เราเห็นในจอทีวีนั้น ผมบอกให้ได้เลยครับว่าผิดหวังแน่นอน เพราะผมแทบนับคนหน้าตาดีได้เลยครับ จะเห็นเยอะนิดหน่อยก้อแค่ย่านเมียงดงซึ่งเป็นที่ช้อปของบรรดาวัยรุ่นเกาหลีและนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เราจะเจอหนุ่มสาวเกาหลีแต่งตัวแฟชั่นนิสต้าออกมาเดินท้าลมหนาวยามค่ำคืนกันให้ขวักไขว่ ผมก้อพยายามสอดส่ายสายตาอันพร่ามัวหาคนหน้าตาดี โอ้วววว แม่เจ้าเจอเข้าแล้วคนนึง..พ่อค้าขายถุงน่อง หน้ายังกะเรน ทีแรกไม่เชื่อสายตาตัวเองถึงขั้นวกกลับมาพินิจอีกรอบ แหมมมมม น้องหน้าเหมือนเรนแทบจะเป็นฝาแฝด อยากขอเข้าไป อันยองอะเซโย เทคอะโฟโตวิทมีพลีส ก้อกะไรอยู่ 55555. ได้แต่มองๆแล้วก้อก้าวเท้าเดินต่อไป ผ่านร้านรวงและผู้คนมากมาย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับบ้านนอกเข้าเมืองใหญ่อย่างผมไม่น้อย ....และเสียงที่จะได้ยินเข้าโสตหูไม่ขาดสายคือ พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ทักทายว่า สวัสดีคับ สวัสดีค่ะ แหมมมมม ชาวไทยเราคงไปเที่ยวกันเยอะจนพ่อค้าแม่ค้าหัดพูดภาษาไทยกันเลยทีเดียว (คนเกาหลีบอกกับผมว่า คนไทยมาเที่ยวเยอะมาก ช้อปปิ้งกันเยอะมากกกก สินค้าขายดีคือเครื่องสำอาง ที่คนไทยมาหอบกลับกันไปเป็นกุรุสๆ และที่ย่านเมียงดงนี่ก้อมีให้เลือกละลานตากันเลยทีเดียว ทั้งลดทั้งแถม ยิ่งถ้าบอกเค้าว่าเราเป็นคนไทย เค้ายิ่งแถมๆๆๆๆๆ อ๊ะ! ไหนๆ ก้อไหนๆละเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ ก้อขอชะม้ายเมียงมองหาครีมทาหน้าแจ่มๆสักกระปุกกลับไปไว้ใช้เอง เผื่อจะหล่ออย่างดาราเกาหลีมั่ง .... คิดได้อย่างนี้แล้วก้อเดินหาร้านเครื่องสำอางทันที หลังจากที่เดินห่างจากน้องเรนถุงน่องไปได้ยังไม่ถึงสิบเก้า โอ้วววววแม่เจ้า รูปน้องนิชคุณเป็นแบบถ่ายโฆษณาครีมทาหน้าจากเมือกหอยทาก!

 (ชาวเกาหลียังบอกอีกว่า ยูรู้มั้ยว่าดารานักร้องชายคนไหนที่ดังที่สุดในเกาหลีตอนนี้ ไอ้เราก้อไม่ค่อยจะรู้จัก อันที่จิงไม่รู้จักเลยละ ถ้าไม่นับน้องคุณซึ่งเป็นคนไทย และเจ้าพ่อกังนัมสไตล์...เค้าเฉลยว่า นิชคุณไง ดังอันดับหนึ่งเลย. ). น่าปลื้มใจเน้อะ อิอิ นี่แหล่ะเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจไปสอยครีมเมือกหอยทากที่น้องคุณเป็นพรีเซนเตอร์มาลองใช้ 55555 ราคาก้อไม่ได้ว่าแพงมากมายจนจับต้องไม่ได้นะครับ สนนราคากระปุกละ 35000วอน หรือราวๆหนึ่งพันบาทหน่อยๆ (ผมคอนเวิร์ทค่าเงินง่ายๆแบบนี้ครับ 1000 วอน เท่ากับ 1 เหรียญยูเอสดอลลาร์ หรือเท่ากับ 30 บาท ) แถมให้อีกนิด คนเกาหลีกระซิบบอกผมว่า ยี่ห้อเครื่องสำอางเกาหลีที่ดัง ๆ ในเมืองไทย อย่าง สกินฟูด หรือ อีจูดี้ คนเกาหลีไม่นิยมนะครับ เครื่องสำอางอันดับต้น ๆ ของเกาหลีที่คนเกาหลีนิยมใช้ มีสองสามยี่ห้อ ผมจำไม่ได้ล่ะคับ อิอิ



ได้ครีมสมใจแล้ว ก้อยืนชื่นชมรูปน้องคุณอันน่าร้ากกกอยู่พักนึงก่อนจะเดินวกกลับไปสิบก้าวเพื่อแอบเมียงมองดูน้องเรนถุงน่องอีกสักแว้บนึงก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินเล่นต่อไป ผมเข้าร้านนู้นออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน เพลิดเพลินบันเทิงตา มองหาคนหน้าตาดีๆ พลันหูเจ้ากรรมก้อดันได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่า "สวัสดีเจ้า เฮาเป๋นกะเทยเจ้าาาา " เท่านั้นแหล่ะผมรีบเดินหาต้นตอเสียงทันที และภาพที่พบคือหนุ่มเกาหลีหน้าตาดีใส่สูทสีดำ กำลังพูดออกโทรโข่งเพื่อขายผ้าพันคอ ผมเลยเดินเข้าไปและสวัสดีเจ้าาาาาตอบ ตามมารยาทอันงดงามของจาวล้านนา" อันยองอะเซโอ สวัสดีเจ้าาาาาา " พ่อค้าหัวเราะร่วนเลย แหมมมมเข้าใจเรียกลูกค้านะเนี่ยย สรุปคือพ่อค้าคงไปหัดเรียนมาจากคนไทยที่ทำงานอยู่ในกรุงโซลนั่นแหล่ะ 55555น่ารักไปอีกแบบครับ ไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ เลยอุดหนุนผ้าพันคอพ่อค้ามาหนึ่งผืน 2900วอน เป็นเงินไทยก้อราวๆ80บาท ก่อนจะ คัมซาฮามิดะ แล้วเดินเล่นต่อไป

ความสนุกของการเดินเล่นย่านเมียงดงนี่ืคือ นั่งร้านกาแฟแล้วมองดูคู่รักเค้ามาเดินจูงมือเล่นกัน เพลินตาดีครับ เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าหนุ่มสาวเกาหลีมีความมั่นใจที่จะโอบกอด ตระคองกอด รวมไปถึงพรอดรักกันในที่สาธารณะอันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนได้อย่างไม่เขินอาย และสิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างคือวัยรุ่นเกาหลีตัวใหญ่โตกันมากทีเดียว แคระๆแทบไม่มีให้เห็นเลย. แถมมาเกาหลีครั้งนี้ไม่เจอคนอ้วนเลย! ทุกคนรูปร่างดีสมสัดส่วน ไม่เว้นแม้กระทั่งคนแก่ๆ คนเกาหลีเค้าชอบออกกำลังกายครับ กิจกรรมยอดนิยมของคนเกาหลีในวันหยุดเสาร์อาทิตย์คือการออกไปแคมป์ปิ้งและเดินป่าครับ


ผมได้มีโอกาสไปที่เขาซอรักซานในวันเสาร์พอดี ( ต้องนั่งรถบัสจากโซลไปราว 4 ชั่วโมง )  โอ้วววววววววคนไปเที่ยวเดินป่าเยอะมากกกกกกก. ถึงขั้นรถติดแบบกรุงเทพเลยครับ แต่ละคนทั้งวัยรุ่น เด็ก คนชรา ต่างพากันแต่งชุดเดินป่า สะพายเป้ ถือไม้เท้าหดได้ยืดได้สำหรับเดินป่าโดยเฉพาะ ไปเดินป่าแค้มปปิ้งกันเต็มไปหมด เค้าบอกว่า เดินเข้าป่าอุทยานไปตั้งแค้มป์หนึ่งคืนแล้วค่อยกลับอีกวันนึง


 แถมบ้านพัก โรงแรม เกสต์เฮ้าส์จะถูกจองและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดครับ เห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวของคนเกาหลีแล้ว ก้อคิดถึงคนไทยเราที่พอถึงหน้าหนาวก้อจะยกขบวนกันไปเที่ยวจังหวัดทางภาดเหนือยังไงยังงั้นเลยครับ เพียงแต่ว่าที่เกาหลีนี่เค้าชอบไปกันทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ บ่อยกว่าคนไทยเราครับ ด้วยนิสัยการชอบออกกำลังกายและทางรัฐบาลเค้ารณรงค์งดกินไขมัน เลยทำให้คนเกาหลีรูปร่างดี แข็งแรง ผมเห็นคนแก่คนนึงวิ่งขึ้นวิ่งลงระหว่างทางขึ้นหอคอยชมวิวกลางกรุงโซล


ซึ่งผมต้องใช้ความพยายามของกล้ามเนื้อน่องจนถึงขีดสุด ในการเดินขึ้นกว่าจะถึง 55555 หลาย  ๆ  คู่รักมักเอากุญแจสายยู ไปคล้องกันที่นี่ เพราะเชื่อกันว่าจะได้อยู่กันตราบชั่วดินฟ้าสลาย แต่คนเกาหลีบอกผมว่า เพื่อนเค้าแต่งงานกัน มีลูกแล้วสองคน พากันเอากุญแจไปคล้อง ผ่านไปสี่เดือน หย่ากันเลย! 555

 สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างคือ ในกรุงโซลมีร้านกาแฟเยอะมากกกกกกกจิงๆครับ

ที่พี่โน้สอุดมแต้ เคยแซวเชียงใหม่ว่ามีร้านกาแฟเยอะขั้นว่าสะดุดล้มตรงไหนเงยหน้ามาก้อเจอร้านกาแฟนั้น ผมว่ายังแพ้กรุงโซลครับ เพราะที่นี่ร้านกาแฟเยอะจิงๆ แทบจะทุกห้าสิบเมตรจะต้องเจอร้านกาแฟเลยล่ะครับ ร้านกาแฟเท่าที่ผมจำได้ เพราะมีสาขาเยอะมาก เดินไปทางไหนก้อเจอ เช่น ทอม แอน ทอม คอฟฟี กับ  คอฟฟี เบเน่ ( จิง ๆ แล้วมีเยอะมากกก  จำได้ไม่หมดอ่ะคับ )



คนเกาหลีเค้าชอบทานกาแฟครับ ผมได้ลองชิมหลายๆร้าน สรุปได้ว่า กาแฟเมืองไทยอร่อยกว่ามากครับ คนเกาหลีเค้าจะทานกาแฟกันจืดมากกกก ขนาดกาแฟร้อนเอสเพรสโซยังจืดเลยครับ ต้องสั่งดับเบิ้ลช็อตหรือไม่ก้อทริปเปิ้ลช็อตไปเลย และที่นี่เค้าไม่นิยมเติมน้ำตาลลงในกาแฟนะครับ หากใครติดหวานขอน้ำตาลเพิ่มเค้าจะบอกว่าไม่มีครับ ต้องให้เค้าเติมไซรัปให้แทนครับ ส่วนกาแฟเย็น ผมขอนิยามคำศัพท์ให้กาแฟเย็นในเกาหลีว่าเป็น ไดรูทคอฟฟี่ เลยครับ เพราะวิธีการทำกาแฟเย็นของที่นี่คือ เอาแก้วมา ใส่น้ำแข็งไปเกือบเต็มแก้ว เติมน้ำเย็นไปจนเกือบเต็มแก้ว บีบไซรัปลงไปสองฟืด แล้วถึงใส่เอสเพรสโซ่ไปหนึ่งซ็อต คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วววววว ไอซ์คอฟฟี่!!!!!!!! ขอบอกเลยว่าจืดสนิทครับท่าน และทุกร้านทำแบบนี้เหมือนกันหมด

 คนเกาหลีที่เคยมาเที่ยวเมืองๆทยเค้าบอกว่าคนไทยกินกาแฟเข้มมากกกก 5555. ผมว่าแต่ละที่แต่ละประเทศก้อแตกต่างกันแหล่ะครับ แต่ที่สำคัญคือร้านกาแฟในเกาหลีจะใช้พนักงานที่เป็นหนุ่มสาวหน้าตาดีๆๆ ไม่มีคนแก่ลุงๆป้าๆ มาทำให้บรรยากาศร้านดูวินเทจเหมือนแถวบ้านเราเลยครับ 555555 นั่งจิบกาแฟไปดูน้องๆพนักงานหน้าตาใสๆขาวๆก้อคุ้มค่ากับการข้ามน้ำข้ามทะเลมาแล้วล่ะครับ55555 แถมยังอัธยาศัยดีกันอีกต่างหาก หน้าตายิ้มแย้มตลอดไม่มีบูดบึ้งกันเลย ประทับใจจริงๆ หลายๆร้านที่บ้านเราน่าจะเอาเป็นตัวอย่างมั่งนะ อิอิ

 พูดถึงเรื่องอัธยาศัย โดยส่วนตัวผมชอบคนเกาหลีมากกว่าคนจีนในฮ่องกงอีกครับ คนที่นี่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้ม เป็นมิตร มากกว่าที่ฮ่องกงครับ ไม่มีชักสีหน้า ไม่มีหัวเราะใส่นักท่องเที่ยว ไม่มีบ่นหรือด่าตามหลังเวลาเราถามซื้อของ เพียงแต่ผู้คนที่นี่เวลาเดินชนกันจะไม่ขอโทษขอโพยเหมือนคนไทยครับ เค้าถือว่าชนกันนิดหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา ชนแล้วก้อเดินต่อไปไม่สนใจ คนเกาหลีชมคนไทยครับว่าเป็นคนที่มารยาทดีที่สุดในโลก เราได้ยินก้อยิ้มเลยครับ น่าประทับใจจริงๆ แถมคนเกาหลีก้อไม่ได้ใช้ชีวิตแบบรีบเร่งแก่งแย่งกันเหมือนเมืองใหญ่หลายๆเมืองในโลก ความรู้สึกผมที่สัมผัสได้ในกรุงโซลคือ เมืองเจริญแต่มีระเบียบ ไม่วุ่นวาย ไม่รีบเร่ง อยู่กันแบบสบายๆ.


 ถ้าจะให้เห็นภาพคือเมืองเจริญเหมือนกรุงเทพ (แต่ตึกรามเค้าสวยกว่า เป็นระเบียบกว่า รถไม่เยอะ และสะอาดกว่า). แต่ผู้คนอยู่กันสไตล์เหมือนเชียงใหม่ คือชิลๆไม่รีบไม่ร้อนไม่เร่งอะไรมากมาย ผมได้ยินเสียงรถบีบแต่แค่สามสี่ครั้งเองครับ คนเดินข้ามถนนก้อเรื่อยๆ ไม่รีบวิ่งตึกตักๆ เรียกได้ว่าแตกต่างจากที่คิดไว้่มากทีเดียวครับ คิดแล้วเห็นแล้วก้ออยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้มั่งจังเน้อะ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกันเยอะขึ้น อิอิ

ความสนุกอีกแบบที่ผมชอบคือ ได้ไปปั่นจักรยานบนรางรถไฟชมทิวทัศน์ฝั่งทะเลแปซิฟิคด้านตะวันออกของเกาหลี สนุกและได้ความรู้สึกดีมากครับ วันที่ผมไปมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลี ชาวไทย และชาวญี่ปุ่นมาปั่นกันคึกคักมากครับ แต่ละคนก็พกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมากันเพียบ ทำให้การท่องเที่ยวแบบนี้น่าสนใจและประทับใจมากขึ้น ได้เห็นธรรมชาติของเกาหลีอันสวยงาม เห็นบ้านเรือนสไตล์เกาหลีจริง ๆ คนเกาหลีบอกว่า สถานที่ให้ปั่นจักรยานแบบนี้ในเกาหลีมีประมาณสี่ที่ครับ แต่ที่นี่สวยสุดเพราะวิวเป็นทะเล ฟังแล้วเห็นแล้วปั่นแล้ว ก้อคิดเลยเถิดไปว่าอยากให้เชียงใหม่ทำมั่งจัง อิอิ

โดยส่วนตัวผมชอบเรื่องประวัติศาสตร์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่เสียดายที่มาครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในโซล แต่ได้ไปชมพระราชวังเคียงบ๊อค ก้อพอโอเคแหล่ะเน๊อะ (ไว้มาครั้งหน้าจะไปให้ได้ อิอิ) หลาย ๆ ท่านคงทราบเรื่องราวของราชวงค์หรือเรื่องราวของเคียงบ๊อคก้นแล้ว แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือ คนเกาหลีค่อนข้างเกลียดคนญี่ปุ่นมาก อาจถึงขึ้นอยู่ในสายเลือดเลยทีเดียว อาจเพราะครั้งที่เกาหลีถูกญี่ปุ่นรุกรานและเข้ายึดเอาเป็นเมืองขึ้นมากกว่าสามสิบปี ศิลปะ สิ่งปลูกสร้าง ถูกญี่ปุ่นทำลายสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่ง พระราชวัง ราชวงค์ และผู้หญิง!



เคียงบ๊อคที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ สร้างใหม่หมดครับ เพื่อระลึกถึงประวัติศาสตร์ของชาวเกาหลี พูดแล้วก้อน่าเห็นใจนะครับ คนเกาหลีเล่าให้ฟังว่า บางปั้มน้ำมัน ถึงขึ้นไม่เติมน้ำมันให้รถจากญี่ปุ่น หรือชาวญี่ปุ่นที่มาเกาหลีเลยล่ะครับ แต่นั่นก้อสมัยก่อนแล้ว ตอนนี้ไม่มีแล้วล่ะครับ  ทำให้ผมแทบไม่เห็นรถจากญี่ปุ่นวิ่งในเกาหลีเลย (เห็นอยู่คันเดียวเป็นรถเก๋งฮอนด้า) รถที่เป็นที่นิยมสุดในเกาหลีคือฮอนได คับ เต็มเมืองไปหมด สวย ๆ เท่ ๆ ทั้งนั้น

ตามมาด้วย ยี่ห้อ ซัมซุง (ภาพด้านล่างนะครับ )  เกีย แดวู และรถจากค่ายทางยุโรปอย่าง บีเอ็ม เบนซ์ และ อาวดี้ ครับ อิอิ


มาถึงเกาหลี ถ้าจะไม่พูดถึงอาหารเกาหลีก้อคงดูกะไรอยู่เน๊อะ ผมมีโอกาสได้ไปทานอาหารของเกาหลีหลาย ๆ อย่างเลยละครับ แต่ละอย่างก้อเรียกได้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวเกาหลี และคนไทยก้อรู้จักกันดี รสชาติอาหารของคนเกาหลีจะติดหวานนิด เค็มหน่อย มีรสเผ็ดจากซอสพริกแดงประจำชาติของเค้านิดหน่อย และที่ขาดไม่ได้คือ กิมจิ ครับ ซึ่งต้องมีในอาหารทุกมื้อทุกเมนูเลยทีเดียว (คนเกาหลีบอกว่าช่วงที่เกาหลียังเป็นประเทศยากจนอยู่ อาหารหลักของชาวเกาหลีคือข้าวสวยกินกับกิมจิอย่างเดียวเลยคับ ) ไหน ๆ ก้อไหน ๆ ละ ผมขอนำภาพอาหารที่ผมได้ไปหม่ำมา มายั่วน้ำลายทุกท่านสักนิดนะครับ อิอิ
เริ่มต้นอาหารเกาหลีมื้อแรกในเกาหลีด้วย ทักคาลบี้ ครับ ต้องไปหม่ำไกลถึงเมืองชุนชอน เป็นผักหลากชนิด ผัดกับไก่หมักซอส เวลาหม่ำ ต้องคน ๆ บนจานร้อนแบบนี้ล่ะครับ อร่อยมากมาย

เมนูนี้คนไทยรู้จักกันดีครับ ชาบู ชาบู นั่นเอง ผัก เห็ด หมู มีไร ใส่ไปหมด หม่ำกับเครื่องเคียงกิมจิและกระเทียมสด และ สาหร่ายครับ

ตามมาด้วยบิบิมบับ ข้าวยำเกาหลีครับ หลัก ๆ คือต้องมีผักให้ครบห้าสีครับ ที่เหลืออยากใส่อะไรก้อใส่ครับ อร่อยเหมือนข้าวยำปักษ์ใต้บ้านเราครับ อิอิ

และนี่คือต้นตำรับหมูย่างเกาหลีคับ ชาวเกาหลีเรียกว่า คาลบี้ (ชื่อเหมือนขนมเน๊อะ) จะเป็นหมูหมักรสชาติออกหวาน ๆ ครับ ย่างกันแบบชิ้นมหึมา แล้วค่อยมาตัดหม่ำกับผัก น้ำซอสแดง กระเทียมสด ครับ ( ผมหม่ำจนพุงแทบปลิ้น ) 55555
ส่วนนี้ก้อพูลโกกิครับ หรือบาบีคิวหมู (จะใช้ปลาหมึกก้อได้ไม่ว่ากัน ) ผัดกับซอสแดง ผัก เห็ด หม่ำกับข้าวสวยและกิมจิ อร่อยจิง ๆ

เมนูนี้ผมชอบเป็นการส่วนตัวครับ ไก่ตุ๋นโสม ซัมเคทัง (กินแล้วจะได้คึกคัก)  ผมเอาเหล้าขาวเกาหลีเทลงไปด้วยแหล่ะ สุดยอดดดดดด ไก่มาเป็นตัวเลยครับ (ตัวไม่ใหญ่มาก) ข้างในไก่เค้าเอาข้าวเหนียวยัดไว้ ทานตอนอาการเย็น ๆ หนาว ๆ ร้อนไปถึงไส้ติ่งเลยละครับ 55555

และนี้ก้อคือ ไก่ผัดซอสพะไล้ อันดอง จิมดัก ที่คนเกาหลีแนะนำให้ว่าต้องทานนะ เวลาทานจะมีเส้นก๋วยเตี๋ยวในจานด้วย (คนเกาหลีบอกว่าเป็นวุ้นเส้น) แต่ผมว่ามันคือก๋วยเตี๋ยวเส้นจันทร์นั่นแหล่ะครับ เหนียว ๆ นุ่ม ๆ  ก่อนทานต้องเกากรรไกรตัดก่อน ไม่งั้น ยาวยืดดดดด หม่ำลำบาก 5555
และที่ขาดไม่ได้คือ กิมจิ ครับ มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายรสชาติ และต้องมีในอาหารทุกมื้อ ไม่ว่าจะทานอะไร เป็นต้องมีเจ้านี้มาด้วยตลอด  อร่อยดีครับ แก้เลี่ยน เสริมรสชาติอาหารเวลาคลุกเคล้าในปาก อร่อยจิง ๆ อิอิ

นั่งจิ้มๆๆๆๆจนไม่ทันได้สังเกตว่าท้องฟ้ามืดไปไปนานแล้ว มองลงไปเห็นเมืองอะไรก้อไม่รู้ไฟเต็มเมือง กว้างใหญ่มาก มองจากความสูงสามหมื่นฟุตลงไปมันช่างสวยงสมเสียนี่กระไร ว่าแต่เอ.....นี่มันเมืองไรหวาาา นั่งคิดคำนวนจากระยะทางและเส้นทางการบิน เมืองใหญ่ขนาดนี้น่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพราะเครื่องต้องบินลงใต้แถวๆน่านฟ้านี่แหล่ะ แต่ก้อไม่แน่ใจเท่าไหร่ค่อยกลับไปเปิดลุงกูดูอีกที ตอนนี้ของชื่นชมน่านฟ้าอันสวยงามของเมืองนี้ก่อนนะคับ อิอิ

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ว่าด้วยเรื่องความแตกต่างของชีวิต และ ความคิดคนเรา

          หลาย ๆ ครั้งที่ถูกถามว่า "ทำไมไม่ทำแบบนี้?" "ต้องทำแบบนี้สิ" "ทำแบบนี้ไม่ได้นะ" อะไรทำนองนี้ จนทำให้กลับมาคิดว่า เรากำลังเดินตามรอยเท้าใคร หรือเราอยากสร้างรอยเท้าของตนเอง เพราะเท่าที่ตระหนัก จะคิดได้ว่า คนเราทุกคนมีรูปแบบใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชอบและวิธีคิดส่วนบุคคล ผมชอบพูดให้คนใกล้ชิดฟังเสมอ ๆ ว่า "คนบนโลกมีเกือบเจ็ดพันล้านคน มันก้อมีรูปแบบการใช้ชีวิตเจ็ดพันล้านรูปแบบ ไม่มีรูปแบบไหนถูกเสมอไป หรือผิดเสมอไป หรือรูปแบบนี้ดี รูปแบบนี้ไม่ดี ตราบใดถ้าเรายังใช้บรรทัดฐานตัวเองเป็นตัววัด" ความหมายที่อยากจะบอกก้อคือ เราไม่ควรไปตัดสินใคร หรืออะไร โดยใช้บรรทัดฐานของตัวเอง เพราะบรรทัดฐานของเรา เราสร้างมาจากปูมของเรา ไม่ได้รับรู้หรือประสบปูมมากับบุคคล ๆ นั้น ความคิดการใช้ชีวิตก้อเช่นกัน มันไม่มีรูปแบบเฉพาะ หรือ มาตรฐานตายตัว เว้นแต่กฏทางสังคม เพื่อสร้างระเบียบให้กับคนในชุมชน ตราบใดสิ่งที่เราคิดหรือทำ ไม่ขัดแย้งต่อกฏดังกล่าว รูปแบบนั้น หรือแนวความคิดนั้น ก้อสามารถใช้ได้

          ผมเคยเจอคนมากมายที่ชอบเอาบรรทัดฐานตัวเองไปวิจารณ์หรือ กล่าวถึงผู้อื่น หรือกระทั่งกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าเป็นคนใกล้ตัวผมมักจะเตือนสติเขาอย่างนุ่มนวล แต่ถ้าเป็นคนไกลตัว หรือคนที่ไม่มีผลกระทบต่อตัวเอง ผมก้อมักจะเลยตามเลย เพราะสิ่งหนึ่งที่คิดได้คือ เราคงไม่สามารถไปบังคับความคิดใคร ให้คิดหรือรู้สึกเหมือนอย่างที่เราต้องการ เพราะใจเค้า ก้อเป็นของเค้า ความคิดเค้าก้อเป็นอัตลักษณ์ของเค้า เหมือนที่ความคิดเราเป็นของเรา อัตลักษณ์ของเราก้อเป็นของเรา การที่เราไปรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของใครหรือสิ่งใด ถ้าในทางกฏหมายของสังคมก้อคงเป็นเรื่องของความละเมิด ซึ่งถ้าในทางกลับกัน ถ้าเราโดนละเมิด เราก้อคงไม่พอใจเช่นกัน

          เช้าวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านบทความของท่านนึงผ่านทางเวปโซเชียลยอดนิยมของไทย  ถึงการแก้ต่าง บทวิจารณ์เพลงของนักทำเพลงท่านหนึ่งของไทย ต่อนักร้องต่างชาติท่านหนึ่งที่กำลังดังเป็นพลุแตก ว่าเป็นเพลงขยะ จากบทความนี้ผมรู้สึกชอบเป็นการส่วนตัวถึงการแก้ต่างหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผลของเค้าคนนี้ อ่านแล้วทำให้ผมคิดไปถึงเรื่อง บรรทัดฐานส่วนบุคคล ความชอบส่วนบุคคล ความรู้สึกส่วนบุคคล หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เป็นส่วนบุคคล ว่าผู้คนสมัยนี้ลืมนึกถึงเรื่องตรงนี้ไปสิ้น เพราะต่างใช้ความคิดส่วนบุคคล พาดพิงหรือรุกล้ำความเป็นส่วนบุคคลของผู้อื่น ในการนี้ผมขออนุญาตหยิบยกบทความดังกล่าวมาให้ทุกท่านได้ลองอ่านดูครับ

         

“เชษฐา กังนัมลีลา” [1] : ว่าด้วยเรื่องของ “เพลงขยะที่ก๊อปปี้ชาวบ้านมา”

      
ณ เวลานี้ ผู้คนที่ติดตาม “วัฒนธรรมป๊อป” อยู่บ้างก็คงไม่มีใครรู้จักเพลง Gangnam Style ของนักร้องชายเกาหลีร่างท้วมนามว่า PSY [2] และก็คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้กับความโด่งดังไปทั้งบ้านทั้งเมืองของเพลงนี้ที่มีคลิป “ล้อเลียน” ออกมาสารพัดจากนานาประเทศ (ซึ่งก็มีหลายคลิปมาจากไทย) มีการเปิดกันทั่วทุกหัวระแหง หรือกระทั่งมันก็ไปปรากฎในรายการเล่าข่าวชื่อดังของคุณสรยุทธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



แต่เพลงนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากสรรพสิ่งใดๆ ในโลกที่มีคนรักก็ย่อมมีคนชัง นักวิจารณ์ดนตรีและดีเจผู้คร่ำหวอดในแวดวงดน...อกกระแสไทยมานานอย่างคุณ “ซี๊ด” นรเศรษฐ หมัดคง ก็ได้แสดงท่าทีในทางลบต่อเพลงนี้มากโดยกล่าวอ้างว่าเพลงนี้เป็นการ “ลอก” บทเพลงของวงดนตรีเต้นรำจากโลกตะวันตกมา ซึ่งการลอกดังกล่าวทำให้เพลงนี้เป็น “เพลงขยะ” ที่ส่งผลให้ผู้ฟังเป็น “คนเห่ย ไร้รสนิยม” คุณนรเศรษฐแสดงความเห็นนี้บนหน้าเฟซบุ๊คของตนเองซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) และก็มีคนถูกอกถูกใจมากมาย แต่ไม่นานนักด้วยความเป็น “สาธารณะ” ของข้อเขียนนี้ ก็ทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยกับคุณนรเศรษฐเข้ามาโต้เถียงมากมาย และก็มีฝ่ายที่เห็นด้วยกับคุณนรเศรษฐช่วยคุณนรเศรษฐแย้งบ้างประปราย [3]
เท่าที่ผู้เขียนอ่านดู ผู้เขียนในฐานะของผู้ที่เคยศึกษางานวิชาการด้านดนตรีหนึ่งเห็นว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจโดยเฉพาะข้อเสนอของคุณนรเศรษฐที่เป็นการเสนอในเรื่องใหญ่มากๆ ทุกประเด็นต้องการการอภิปรายอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลกวิชาการด้านดนตรีสมัยนิยม (popular music) ของผู้คน ผู้เขียนจึงอยากจะหยิบมาอภิปรายในบทความนี้
ผู้เขียนอยากจะเริ่มจากข้อสรุปข้อเสนอจากปากคำของคุณนรเศรษฐเองก่อนที่คุณนรเศรษฐสรุปเองสองครั้งว่า
“ประเด็นที่ผมต้องการสื่อ คือ เพลงขยะนี้มันก๊อปปี้ ชาวบ้านมา เพราะฉะนั้น มันคือเพลงขยะที่ไม่ควร สนับสนุนหรือฟังกัน”
และ
“ ประเด็นของผมคือ ‘เพลงขยะที่ก๊อปปี้ เพลงชาวบ้านเพลงนี้ มา มันเห่ย ใครที่ฟังแล้วชอบเพลงนี้ แสดงว่าชอบฟังเพลงเห่ยๆ ไร้รสนิยม’ ”
การกล่าวอ้างนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่พอสมควร และอันที่จริงเป็นการกล่าวอ้างในหลายประเด็นซ้อนกันซึ่งน่าจะแยกได้ดังนี้
  1. อ้างว่าเพลง Gangnam Style คือการ “ลอก” เพลง Sexy and I Know It และ Party Rock Anthem ของ LMFAO
  2. อ้างว่าการ “ลอก” ทำให้ Gangnam Style เป็น “เพลงขยะ”
  3. อ้างว่าการฟัง “เพลงขยะ” เป็นการทำให้ผู้ฟังเป็น “คนเห่ย ไร้รสนิยม”
ทั้งสามประเด็นล้วนเป็นประเด็นทางวิชาการที่ใหญ่ที่เกี่ยวพันกับทั้งประเด็นเรื่องกฎหมาย สุนทรียศาสตร์ ไปจนถึงปรัชญาและทฤษฎีสังคม ผู้เขียนจะขออภิปรายเป็นกรณีๆ ไปดังนี้

จะกล่าวหาว่าก๊อปปี้ต้องมีหลักฐาน จะเป็นนักวิชาการต้องอธิบายข้อเสนอของตนได้

จากการอ่านข้อถกเถียง ผู้เขียนพบว่าในการอภิปรายทั้งหมดไม่มีการยกประเด็นขึ้นมาเลยว่าภายใต้คำ “อธิบาย” แบบใดที่เพลง Gangnum Style จะเป็นเพลงที่เข้าข่าย “ก๊อปปี้” ผู้เขียนเน้นว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องการการ “อธิบาย” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ฟังแล้วชัดเจนในตัวเองสำหรับทุกคนแน่ๆ เพราะทั้งทางฝั่งคุณนรเศรษฐก็ยืนยันว่านี่เป็นการ “ลอก” โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก ทางอีกฝั่งในหลายๆ ส่วนก็ยืนยันว่า Gangnam Style เป็นเพลงที่มีแบบฉบับเฉพาะ (originality) ของตนเองที่ไม่ได้ลอกใครมา ซึ่งแน่นอนว่าเถียงกันแบบนี้นอกจากมันจะไม่จบแล้วมันก็ยังไม่ไปไหน
มันจะดีมากถ้าคุณนรเศรษฐสามารถอธิบายให้สมกับที่อ้างตัวเองเป็น “นักวิจารณ์ อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรี” ที่ “ได้ร่ำเรียนมาทางดนตรี” มาว่าการ “ลอก” ที่ว่าเกิดขึ้นตรงไหนและอย่างไร “ในแง่ของทฤษฎีและวิชาการ” เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีนักวิชาการคนใดในโลกที่จะไม่ต้องพิสูจน์หรืออธิบายในสิ่งที่ตนเสนอ (แต่ถ้าจะเป็นศาสดาหรือประกาศกก็อีกเรื่อง) และถ้าประเด็นเรื่องการ “ลอก” มันเป็นปัญหานัก คุณนรเศรษฐก็น่าจะแสดงภูมิความรู้ในฐานะนักวิชาการออกมาโดยชี้ชัดๆ เลยว่าไลน์เครื่องดนตรีใดในนาทีที่เท่าไรของ Gangnam Style มันไปพ้องกับเพลงของ LMFAO บ้าง และเลือกงานวิชาการมาอ้างเลยเพื่อยันว่าความเหมือนในระดับนี้ถือว่ามี “นัยสำคัญ”
และนี่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องความรับผิดชอบทางวิชาการกับข้อเสนอของตัวเองเท่านั้น แต่นี่ยังดูจะเป็นความรับผิดชอบในบทบาทของ “นักวิจารณ์” โดยทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ เพราะการกล่าวหาว่า “ลอก” ในทางกฎหมายคือการกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งในกรณีนี้ในกฎหมายไทยเป็นความผิดทางอาญาด้วยซ้ำ พูดอีกระดับคือในสายตาของกฎหมายการกล่าวหาว่า “ลอก” หรือกล่าวหาว่า “ฆาตกรรม” มันก็ล้วนเป็นการกล่าวหาว่าผู้อื่นทำผิดทางอาญาเหมือนกัน
แน่นอนว่ากรณีแบบนี้สามารถอ้างว่าเป็น “การวิจารณ์โดยสุจริต” เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเล่นงานด้วยคดีหมิ่นประมาทไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นควรด้วยว่าควรจะอ้างได้ มิเช่นนั้นเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ก็คงจะมีปัญหามากแน่ๆ ในสังคมที่ผู้คนรู้สึกว่าตนอ่อนไหวถูกทำร้ายได้ง่ายเช่นนี้ อย่างไรก็ดีการกล่าวหาว่า “ลอก” ใดๆ ทั้งปวงไม่ว่าจะในกรณีนี้หรือกรณีไหน ก่อนที่เราๆ ท่านๆ จะทำการตัดสิน เราก็ควรจะใช้หลักกฎหมายว่าจำเลยยัง “บริสุทธจนกระทั่งถูกพิสูจน์ว่าผิด” (innocent until proven guilty) ก่อน เพราะการลงทัณฑ์ทางสังคมกับผู้ถูกกล่าวหาว่า “ลอก” โดยไม่พิจารณาหลักฐานให้ถ้วนถี่จากทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยมันก็ดูจะเป็นกระบวนการยุติธรรมแบบดิบๆ ไม่ผิดจากการใช้ศาลเตี้ย
ดังนั้นสำหรับผู้เขียน PSY ก็ยัง “บริสุทธิ์” อยู่เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ว่า “ผิด” อย่างชัดเจน ทั้งนี้ถึงทางคุณนรเศรษฐจะยกความเหมือนกันของเพลงของ PSY กับเพลงของ LMFAO มาให้เห็นชัดๆ ฝ่ายที่แย้งคุณนรเศรษฐก็สามารถจะแย้งในอีกระดับได้อีกว่าสิ่งที่เหมือนกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “จารีต” ทางดนตรีหรือไม่ เพราะถ้านับว่าเป็นจารีตแล้ว การบอกว่า “ลอก” ก็เป็นเรื่องที่ผิดฝาฝิดตัวเป็นอย่างมาก [4]
… ผู้เขียนไม่อยากจะโทษคุณนรเศรษฐที่ไม่ได้ชี้ประเด็นนี้ให้ชัดหรือกระทั่งโทษผู้ที่มาถกเถียงกับคุณนรเศรษฐที่ไม่จี้ให้คุณนรเศรษฐชี้แจงรายละเอียดการ “ลอก” ผู้เขียนได้แต่เสียดายที่ข้อถกเถียงมันไม่ได้ไปทางนี้ เพราะถ้าไม่ว่ากันในรายละเอียดมันไม่มีทางจะคุยกันรู้เรื่องและประนีประนอมกันได้ ผู้เขียนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถกเถียงกับคุณนรเศรษฐก็ไม่ได้ต่างไปจากมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่จำนวนมากที่ก็ยังเชื่อแนวคิดเรื่องการ “ลอก” และกฎหมายลิขสิทธิ์บางรูปแบบอยู่ เพียงแต่เส้นแบ่งระหว่างการ “ลอก” กับการ “มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” ของแต่ละคนอาจต่างกัน และถ้าเราไม่คุยกันในรายละเอียดเราก็ไม่สามารถจะไปต่อได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เพราะทรัพย์สินทางปัญญาน่าจะเป็นสิ่งที่กำหนดชีวิตทางเศรษฐกิจของสังคมมนุษย์ไปอีกหลายต่อหลายปี และการเลือกที่จะลากเส้นแบ่งว่าตรงไหนคือการ “ลอก” ก็ควรจะมองว่าป็นเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่การดำเนินต่างกันมันก็จะสร้างโลกทางศิลปวัฒนธรรมที่ต่างกันไป และผู้คนก็สมควรจะมีสิทธิ์เลือกโลกที่เขาอยากอยู่

ว่าด้วย “เพลงขยะ” ในทางวิชาการและสังคมตะวันตก

เมื่อผู้เขียนอ่านข้อถกเถียงไปเรื่อยๆ ผู้เขียนพบว่าปัญหาที่สำคัญในการที่ผู้คนเข้ามาแย้งคุณนรเศรษฐเกิดจากในส่วนที่คุณนรเศรษฐไปเรียก Gangnam Style ว่า “เพลงขยะ” และซึ่งเท่านั้นยังไม่พอยังไปว่าคนฟังอีกว่าฟังเพลงขยะพวกนี้แล้วเป็น “คนเห่ย ไร้รสนิยม” แน่นอนว่าคนที่ฟังเพลงพวกนี้ก็โกรธแน่ๆ แต่คุณนรเศรษฐก็ยันยันว่า
“ผมแสดงความเห็น...ในฐานะของนักวิจารณ์ อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรีว่ามันเป็นเพลงที่ทำลายรสนิยมของผู้คน”
“ความรู้ที่ผมได้ร่ำเรียนมาทางดน...ั้น มันบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงขยะ”
“ผมมีอาชีพหลักเป็นนักวิจารณ์ เป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรี ซึ่งเพลงตามกระแสนั้น มันขัดแย้งกับความเป็นจริงในแง่ของทฤษฎีและวิชาการที่ผมสอนอยู่”
เห็นชัดได้ว่าคุณนรเศรษฐพยายามจะอ้างหลักวิชาการอะไรบางอย่างในการกล่าวอ้างว่าเพลง Gangnam Style เป็นเพลงขยะที่จะส่งผลร้ายกับผู้ฟัง ซึ่งผู้เขียนก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับ “เพลงขยะ” มาพอสมควรและค่อนข้างจะงงงวยกับความสัมพันธ์ระหว่างข้อเสนอและจุดยืนทางวิชาการของคุณนรเศรษฐ และขอชี้แจงเป็นประเด็นย่อยๆ ดังนี้
โดยทั่วไป ไม่มีผู้ศึกษาดนตรีสมัยนิยมในโลกตะวันตกคนไหนจะปฏิเสธ “เพลงขยะ” มีแต่ที่จะพยายามเอา “เพลงขยะ” มาให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกวิชาการด้วยซ้ำ
ในโลกตะวันตก เพิ่งจะมีการศึกษา “เพลงขยะ” กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันกันตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เอง ซึ่งที่เรียกว่า “เพลงขยะ” ในที่นี้โดยทั่วไปก็หมายถึงเพลงป๊อปหรือเพลงสมัยนิยม (popular music) ทั้งหมด ต้องเข้าใจก่อนว่าในตอนแรกสาขาวิชาที่ผูกขาดการศึกษาดนตรีในโลกตะวันตกก็ได้แก่ดุริยางคศาสตร์ (musicology) และชาติพันธุ์ดุริยางคศาสตร์ (ethnomusicology) ซึ่งก็มีวัตถุการศึกษาที่ต่างกันไปโดยศาสตร์แรกทำการศึกษาดนตรีคลาสสิคในจารีตแบบยุโรป ส่วนศาสตร์ที่สองทำการศึกษาดน...อกโลกตะวันตกทั้งหมด
การเกิดขึ้นของดนตรีสมัยนิยมในตอนต้นศตวรรษที่ 20 พร้อมๆ กับอุตสาหกรรมดน...ั้นเป็นสิ่งที่วงวิชาการแทบจะไม่ให้ความใส่ใจที่จะศึกษาเลยมากว่าครึ่งศตวรรษ เพราะโดยทั่วไปดุริยางคศาสตร์ก็ไม่ได้มาสนใจ “ดนตรีขยะ” ของมวลชนที่ไม่มีคุณค่าทางศิลปะนี้อยู่แล้วเพราะดนตรีที่มีคุณค่าพอต่อการศึกษามีแต่ดนตรีคลาสสิค ส่วนชาติพันธุ์ดุริยางคศาสตร์ก็มองว่าดนตรีสมัยนิยมที่กำเนิดมาจากอเมริกา (และกระจายไปทั่วโลก) นี้มีลักษณะแบบ “ตะวันตก” มากเกินกว่าที่จะอยู่ในขอบเขตการศึกษา ดนตรีสมัยนิยมจึงไม่ได้รับความสนใจจากโลกวิชาการตะวันตก
กระแสความสนใจเหล่า “ดนตรีขยะ” มาเริ่มปะทุขึ้นเมื่อนักวิชาการกลุ่มหนึ่งได้สถาปนาสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษาขึ้นมาในอังกฤษราวช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยกลุ่มนักวิชาการพวกนี้หันมาสนใจเพลงสมัยนิยมและบรรดา “วัฒนธรรมวัยรุ่น” ต่างๆ ในฐานะของพลังในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบางแบบของวัยรุ่นชนชั้นแรงงานในอังกฤษ ซึ่งนี่น่าจะนับว่าเป็นครั้งแรกๆ ในวงวิชาการตะวันตกที่มีการมอง “วัฒนธรรมป๊อป” ในแง่บวกกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
นี่เป็นจุดเริ่มที่สำคัญ เพราะแนวทางแบบวัฒนธรรมศึกษา “ระบาด” ไปทั่ววงวิชาการในโลกตะวันตกอย่างรวดเร็วมันก็ทำให้ดนตรีสมัยนิยมกลายเป็นประเด็นศึกษาที่มีความชอบธรรมทางวิชาการไปด้วยจากที่มันไม่เคยเป็นมาก่อน และการศึกษาดนตรีสมัยนิยมทั้งหมดมันเริ่มจากจุดนี้ ในแง่นี้การดิ้นรนพื้นฐานของนักวิชาการด้านดนตรีสมัยนิยมก็คือการทำให้ “เพลงขยะ” ที่อาจเลวทรามต่ำช้าที่สุดในสายตาของชนชั้นสูงทางดนตรีหรือกระทั่งนักวิจารณ์ดนตรีมันเป็นสิ่งที่มีค่าพอที่จะให้มีการศึกษาในทางวิชาการ
อย่างไรก็ดีแนวทางการศึกษา “เพลงขยะ” พวกนี้ก็แตกต่างไปจากแนวทางการศึกษาดนตรีแบบดุริยางคศาสตร์หรือกระทั่งแนวทางการศึกษาศิลปะโดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเป้าประสงค์ของการศึกษาแนวทางนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อประเมินคุณค่าทางสุนทรียะของเนื้องานดนตรี แต่มุ่งไปที่การศึกษาดนตรีในฐานะของปรากฏการณ์ทางสังคม ศึกษาดนตรีในฐานะที่มันสัมพันธ์กับสังคม ดังนั้นโจทย์การศึกษามันจึงไม่ใช่จะบอกว่าบทเพลงไหนมันเป็น “ขยะ” หรือเป็นสิ่งดีงาม แต่เป็นว่าการที่บทเพลงหนึ่งๆ ได้รับความนิยมมันสะท้อนอะไรของสังคมออกมา ไปจนถึงการศึกษาการตีความและหักเหความหมายของดนตรีจากระบบทุนนิยมให้เป็นการ “ต่อต้าน” ทุนนิยม ซึ่งนี่เป็นคนละท่าทีกับการบอกว่าสังคมมันขยะเพราะคนฟังเพลงขยะแน่ๆ
ไซมอน ฟริธ (Simon Frith) หนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญของการศึกษาดนตรีสมัยนิยมเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในงานศึกษาของเขาในทำนองว่าเพลงป๊อปที่ดีคือเพลงป๊อปที่ยอดขายมากที่สุด [5] ตรงนี้เขาไม่ได้บอกว่าเพลงที่ยอดขายดีมันเป็นเพลงที่ดี แต่เขาสะท้อนระบบการประเมินคุณค่าดนตรีป๊อปออกมา ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเถียงกันแล้ว ไปศึกษาในมิติอื่นดีกว่า มีอีกเยอะแยะให้ศึกษา
ในแง่นี้ผมจึงงงงวยมากว่าคุณนรเศรษฐกล่าวออกมาได้ไงว่า “ยอดวิว… ไม่สามารถนำมายืนยันหรือเป็นหลักฐานได้เสมอไปว่า เป็นสิ่งที่ดีหรือเพลงที่ดี” ผมคิดว่าการกล่าวแบบนี้ในฐานะของนักวิจารณ์น่าจะชอบธรรมอยู่ แต่หากจะกล่าวในฐานะของนักวิชาการด้านดนตรีสมัยนิยมศึกษาแล้ว มันแทบจะเป็นสิ่งที่กลับหัวกลับหางกับสิ่งที่ยอมรับกันทั่วไปในสาขาวิชาเลย หรือคุณนรเศรษฐไม่ได้รับการฝึกฝนทางวิชาการมาในสาขาที่ผู้เขียนเข้าใจ?
นักประวัติศาสตร์ดนตรีสมัยนิยมควรจะมีหน้าที่ชี้ให้เห็นกับความสัมพัทธ์กับยุคสมัยของเพลงขยะ มากกว่าไปตัดสินว่าจะเพลงในปัจจุบันเพลงไหนเป็นเพลงขยะ
คุณนรเศรษฐกล่าวว่าตัวเอง “อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ดนตรี” มันก็คงจะชอบธรรมกว่าที่ผมจะตัดสินคุณนรเศรษฐบนฐานความความเป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ดนตรี อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมยังงุนงงก็คือ “ประวัติศาสตร์ดนตรี” แบบไหนที่คุณนรเศรษฐสอนนักศึกษา
เท่าที่ผู้เขียนศึกษามาการศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีโดยเฉพาะน่าจะแบ่งได้เป็นสองแขนงที่ผูกอยู่กับสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งหลักๆ น่าจะแบ่งเป็นส่วนที่ผูกอยู่กับดุริยางคศาสตร์กับส่วนที่ผูกอยู่กับประวัติศาสตร์ ผู้เขียนไม่คิดว่าคุณนรเศรษฐจะเป็นนักประวัติศาสตร์ดนตรีในสายดุริยางคศาสตร์เพราะในสายนี้มันไม่มีการศึกษาดนตรีสมัยนิยมกันจริงจังเท่าไร และนักดุริยางคศาสตร์ที่เป็นนักประวัติศาสตร์ดนตรีเท่าที่ผู้เขียนเข้าใจก็คือผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับการศึกษาสกอร์เพลงในอดีตเป็นหลัก และไม่ได้เน้นศึกษางานบันทึกเสียง เหนือไปกว่านั้นแล้วการศึกษาในแนวทางนี้ยังไม่มีการแยกแยะระหว่าง “เพลงป๊อปที่ดี” และ “เพลงป๊อปที่เลว” ออกจากกันด้วย ซึ่งต่างจากท่าที่ของคุณนรเศรษฐที่ทำการแยกแยะบทเพลงทั้งสองชนิดออกจากกันอย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงขอพิจารณาคุณนรเศรษฐในฐานะของนักประวัติศาสตร์ดนตรีในสายประวัติศาสตร์ในบทบาทของผู้สอน
ผู้เขียนเข้าใจว่าหน้าที่สำคัญของการสอนประวัติศาสตร์ใดๆ ก็ตามให้นักศึกษาอย่างน้อยที่สุดต่อให้นักศึกษาไม่ใด้วิธีการทางประวัติศาสตร์และแนวทางประวัติศาสตร์ใดๆ กลับไป นักศึกษาก็ควรจะได้สำนึกความเป็นประวัติศาสตร์ของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตกลับไป กล่าวคือ ผู้เรียนควรจะมีความเข้าใจว่าอดีตต่างจากปัจจุบันอย่างไร มิติความต่างกันข้ามเวลา (diachrony) เป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานของวิชาประวัติศาสตร์
ที่นี้คำถามคือการพูดถึง “เพลงขยะ” ของคุณนรเศรษฐนี่มันเป็นการพูดผ่านสำนึกทางประวัติศาสตร์แค่ไหน ผมไม่แน่ใจว่าคุณนรเศรษฐมีมากน้อยแค่ไหน แต่ในการถกเถียงของคุณนรเศรษฐ ผมไม่เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว
การศึกษาดนตรีในเชิงประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยเป็นการศึกษาดนตรีในแบบที่แยกขาดออกจากสังคม (ในแบบที่นิยมกันในทางดุริยางคศาสตร์) แต่เป็นการศึกษาดนตรีในฐานะที่มันเชื่อมโยงกับสังคมมาโดยตลอด และการศึกษาในแบบนี้มันไม่มีทางจะไม่เห็นว่า เพลงขยะมีลักษณะสัมพัทธ์กับยุคสมัย แน่ๆ
ท่าทีแบบตุลาการทางรสนิยมทางดนตรีของคุณนรเศรษฐในการพูดถึง “เพลงขยะ” ที่มีลักษณะสัมบูรณ์ไร้กาลเวลา ดูจะไม่สอดคล้องกับการกล่าวอ้างว่าเป็นผู้สอนประวัติศาสตร์ดนตรีพอสมควรอยู่
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของข้อเขียนถึง “เพลงขยะ” ในช่วงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 ให้ฟังดังนี้ [6]
“... เรารู้ว่าในความชั่วร้ายของมัน แจ๊สได้สร้างความเสียหายให้กับร่างกายและจิตใจของคนหลุ่มสาวที่ยังไม่สามารถจะต่อต้านแรงปรารถนาอันชั่วร้ายได้ นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมอเมริกายุคนี้ถึงมีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงเช่นนี้” ข้อความจากนิตยสารดนตรีคลาสสิคปี 1925
“ดนตรีแจ๊ส… ได้เปลี่ยนทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กกลับไปสู่ภาวะป่าเถื่อน” ข้อความจากหนังสือพิมพ์ New York Times ปี 1925
“[นักประวัติศาสตร์ในอนาคต] จะเห็นว่าในยุคที่เราคิดว่าเรารู้แจ้งทางดนตรีแล้ว เรายังให้พวกคนดนตรีแจ๊ซเถื่อนๆ พวกนี้มาทำลายประวัติศาสตร์ดนตรีคลาสสิคของเรา นอกจากนี้เรายังต้องฟังข้อเรียกร้องในการหมิ่นศาสนาอันโสมมของคนพวกนี้อย่างอดทนด้วย” ความเห็นของนักประพันธ์เพลงคลาสสิคจากหนังสือพิมพ์ New York Times ปี 1929
“เราอนุญาตให้มี… การแจมดนตรีกัน นักเต้นสวิง และจังหวะมั่วเซ็กส์ของพวกมนุษย์กินคนมาให้มีที่ทางในสังคมแล้ว มันเป็นการปูทางไปนรกให้กับเยาวชนของเราชัดๆ” บาทหลวงผู้หนึ่งกล่าวถึงแจ็ส จากหนังสือพิมพ์ New York Times ปี 1938
ทุกวันนี้ก็คงไม่มีใครจะเห็นว่าดนตรีแจ๊สเป็น “ดนตรีขยะ” อีกแล้ว เพราะมันก็เป็นดนตรีชั้นสูงของชนชั้นกลางระดับสูงหรือกระทั่งชนชั้นสูงไปเรียบร้อยแล้ว และปรากฏการณ์เลื่อนชั้นจากดนตรีขยะไปเป็นดนตรีที่ไม่ขยะมันก็เกิดขึ้นเป็นปกติซ้ำแล้วซ้ำอีกในศตวรรษที่ 20 เพราะอย่างน้อยๆ ดนตรีร็อคแอนด์โรลก็ถูกประนามหยามเหยียดในทศวรรษที่ 1950 [7] แบบที่ดนตรีแจ๊สโดนในทศวรรษที่ 1920 และถ้าประวัติศาสตร์ดนตรีในศตวรรษที่ 20 จะสอนอะไรสักอย่างเรา มันก็คงจะเป็นการที่บรรดาดนตรีใหม่ๆ ทั้งหลายที่กลายเป็นดนตรีขึ้นหิ้งไปแล้วมันก็เคยเป็น “ดนตรีขยะ” มาแทบทั้งสิ้น และดูจากท่าทีของคุณนรเศรษฐ ผมก็พบว่าคุณนรเศรษฐดูจะไม่ได้ระมัดระวังมาตรฐานของความเป็น “ดนตรีขยะ” ที่ลื่นไหลไปถามยุคสมัยเลย ซึ่งผู้เขียนคิดว่านี่น่าจะเป็นจริตที่ดูจะสอดคล้องกับคนที่เป็นนักประวัติศาสตร์ดนตรีมากกว่า
ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าคุณนรเศรษฐไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียก Gangnam Style หรือบทเพลงใดๆ ในโลกว่า “เพลงขยะ” แต่ผมก็ไม่เข้าใจคุณนรเศรษฐเป็นอย่างยิ่งว่าคุณนรเศรษฐจะอ้างความเป็นนักประวัติศาสตร์ดนตรีของตนมาเพื่ออะไร เพราะท่าทีมาตรฐานต่อปรากฏการณ์ “เพลงขยะ” ของนักประวัติศาสตร์ดนตรี(สมัยนิยม) นั้นก็ดูจะแตกต่างกับสิ่งที่คุณนรเศรษฐแสดงออกมาโดยสิ้นเชิง
การกล่าวอ้างว่าเพลงบางแบบเป็น “เพลงขยะ” มีอยู่จริงในโลกวิชาการ แต่ “เพลงขยะ” มันคือเพลงป๊อปทั้งหมด และแนวคิดแบบนี้ก็ตกไปนานแล้ว
คนนอกโลกวิชาการส่วนใหญ่จะไม่คิดว่าการกล่าวอ้างว่าบทเพลงบางชนิดเป็น “เพลงขยะ” ที่ทำให้คนฟังโง่งมนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิชาการ แต่การกล่าวอ้างแบบนี้ก็มีจริงๆ ในข้อเขียนเกี่ยวกับแจ๊สอันฉาวโฉ่ของนักปรัชญาและสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ธีโอดอร์ อดอร์โน (Theodore Adorno) นักคิดเยอรมันผู้นี้เป็นศัตรูตัวฉกาจของดนตรีแจ๊ส และได้ผลิตข้อเขียนทางวิชาการที่ซับซ้อนออกมาเพื่ออธิบายว่าดนตรีแจ๊ส (ในตอนต้นศตวรรษที่ 20) มันเป็นดนตรีที่ทำให้คนโง่งมง่อยเปลี้ยอย่างไร
ผู้เขียนคงจะไม่ลงไปในคำอธิบายของอดอร์โน [8] แต่ผู้เขียนอยากจะเน้นว่าการเสนอเรื่องใหญ่ๆ อย่างการฟังดนตรีบางแบบแล้วจะทำให้คนโง่งมง่อยเปลี้ยนั้นมันต้องการการให้เหตุผลที่แน่นหนาตามมา และสิ่งที่อดอร์โนทำก็คือ อธิบายมันอย่างเชื่อมโยงกับการผลิตศิลปะวัฒนธรรมมวลชนของระบบทุนนิยมทั้งหมด ข้อเสนอที่รุนแรงระดับนี้มันต้องการการให้เหตุผลที่แน่นหนาระดับนี้ มันถึงจะเป็นที่ยอมรับได้ในทางวิชาการ
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้อดอร์โนฉาวโฉ่ดังที่ได้บอกไปแล้ว การเสนอเรื่อง “ความขยะ” ของดนตรีแจ๊สของเขา (ที่จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากคนร่วมสมัยกับเขา ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาด้านบนบ้างแล้ว) ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังจำนวนไม่น้อยปฏิเสธงานของเขาเพราะมันแสดงถึงความคับแคบและล้าหลังของเขา [9] ซึ่งนี่ยังไม่รวมประเด็นที่ว่าเหตุผลที่เขาให้ก็ยังดูจะไม่แน่นหนาพอในสายตาของหลายๆ ฝ่าย กล่าวคืองานของเขาให้ภาพมนุษย์ที่ง่อยเปลี้ยเกินไปที่ฟังเพลงแล้วโง่งม ซึ่งเป็นท่าทีที่ต่างจากบรรดานักวัฒนธรรมศึกษาที่มักมองมนุษย์ว่ามีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงและหักเหความหมายในระดับที่ว่าถึงจะมีความโง่เขลาเบาปัญญาใดๆ ในดนตรี มันก็ไม่อาจที่จะทำให้ผู้ฟังโง่เขลาเบาปัญญาตามได้ (ซึ่งนี่ก็เป็นมุมมองที่มีปัญหาไปอีกแบบ)
ตรงนี้จะเห็นได้ว่าข้อเสนอเรื่อง “ดนตรีขยะ” ในโลกวิชาการของแม้แต่นักวิชาการใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลมันก็โดนปฏิเสธไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญกว่านั้นหากเราไปดูเหตุผลในการอธิบายว่าทำไมดนตรีแจ๊สเป็น “ดนตรีขยะ” แล้ว เราก็จะพบว่าเพลงสมัยนิยมใดๆ ในโลกล้วนแต่เพลงขยะทั้งสิ้น เพราะองค์ประกอบที่สำคัญของ “เพลงขยะ” ของอดอร์โนคือโครงสร้างบทเพลงที่ตายตัว และท่วงทำนองที่คาดเดาได้ (แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับเพลงคลาสสิคในบางรูปแบบที่มีโครงสร้างไม่ตายตัว และมีการปรากฎของตัวโน๊ตที่คาดเดาไม่ได้)
ถ้าเราจะกลับมาที่ประเด็นของคุณนรเศรษฐ หากใช้มาตรฐานนี้ซึ่งน่าจะเป็นมาตรฐานทางวิชาการเดียวในการกล่าวถึง “เพลงขยะ” แล้ว ไม่ว่าจะบทเพลงของ PSY บทเพลงของ LMFAO หรือกระทั่งดนตรีต่างๆ ที่คุณนรเศรษฐเคยเสนอในนิตยสาร Generation Terrorist ก็น่าจะเป็นเพลงขยะอย่างไม่แตกต่างกัน
และหลังจากไล่เลียงคำอธิบายทางวิชาการเกี่ยวกับ “เพลงขยะ” ทั้งหมดที่ผู้เคยเคยได้ยินมาแล้วจนถึงตรงนี้ผมก็ผู้เขียนไม่ได้ข้อสรุปว่าที่ “ความรู้” ที่คุณนรเศรษฐกล่าวถึงว่า “ความรู้ที่ผมได้ร่ำเรียนมาทางดน...ั้น มันบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงขยะ” มันเป็นความรู้แบบไหน


ทิ้งท้าย: ความมีเอกลักษณ์ของคนขาวและการลอกเลียนของคนเอเชีย

จริงๆ แล้วผู้เขียนตั้งใจอย่างถึงที่สุดในการหาที่ทางในทางวิชาการด้านดนตรีในโลกตะวันตกสำหรับข้อเสนอของคุณนรเศรษฐ แต่ผู้เขียนก็ไม่สามารถหางานใดๆ ที่จะสนับสนุนการไล่เลียงตรรกะที่เริ่มจาก เพลงก๊อป->ทำให้เกิดเพลงขยะ->ทำให้ผู้ฟังเห่ยและไร้รสนิยม ได้เลย
แต่นี่ก็อาจเป็นมุมมองจากวงวิชาการของโลกตะวันตกที่ไม่แฟร์แต่คุณนรเศรษฐที่กล่าวถึงความสำคัญของ “ความเป็นไทย” ก็ได้แนวทางวิชาการด้านดนตรีในแบบคุณนรเศรษฐอาจเป็นแนวทางแบบไทยๆ ที่ผู้เขียนไม่เข้าใจและไม่เคยทราบด้วยซ้ำว่ามีอยู่ก็ได้ คุณนรเศรษฐอาจต้องการแนวทางวิชาการที่มีเอกลักษณ์ดังเช่นที่คุณนรเศรษฐเสนอความเห็นกับเพลงไทยว่า “เพลงไทยที่ผมรังเกียจคือ เพลงที่ไม่คิดเอง และไม่ยอมนำความเป็นไทยไปขายฝรั่ง” อย่างไรก็ดีความคิดเรื่อง “ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” (originality) ก็ดูจะไม่ใช่อะไรนอกจากผลผลิตของสังคมยุโรป เพราะในสังคมไทยเองบรรดาศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีต่างๆ ก็ดูจะเน้นไปที่การเล้นล้อต่างๆ กับจารีต หรือเน้นการทำซ้ำและดัดแปลงมากกว่าการสร้างขึ้นใหม่โดยสิ้นเชิง ซึ่งลักษณะเหล่านี้ทำให้ดนตรีในไทยคล้ายกับดนตรีในวัฒนธรรมคนดำไปจนถึงวัฒนธรรมชาวบ้านทั่วโลกมากกว่าที่จะเป็นวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิคที่ “ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” เป็นเรื่องสำคัญมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างน้อย ปัญหา ณ ที่นี้ก็คือถ้าเราเรียกร้องให้บรรดา “ศิลปิน” ไทยมี “ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” แล้ว เราไม่ได้กำลังเล่นเกมทางเศรษฐกิจไปตามกรอบคิดแบบตะวันตกอยู่หรือ?
ผู้เขียนกลับมองว่าหากจะอ้างความเป็นไทยในแบบ “บ้านๆ” แล้ว การ “ลอกเลียน” ที่คุณนรเศรษฐจงเกลียดจงชังนักหนานี่แหละที่เป็นสำนึกแบบไทยๆ ก็เป็นที่รู้กันว่าชาวไทยมีสำนึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่ำมากๆ จนแทบจะเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์ แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมองว่าเป็นเอกลักษณ์แบบไทยอันน่าภาคภูมิใจ และจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครนับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ไทยด้วยซ้ำ
ผู้เขียนไม่ได้พยายามจะบอกว่า “การลอก” มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม แต่ผู้เขียนอยากจะตั้งคำถามว่า “การลอก” นี่หรือเปล่าที่เป็นวิถีแห่งเอเชียอันแตกต่างจากตะวันตกอย่างเด่นชัดที่เราไม่เคยยอมรับ? และบางทีในการถกเถียงกันว่าบทเพลงหนึ่งๆ นั้น “ลอก” ฝรั่งมาหรือไม่นั้น กรอบการคิดที่ว่าการ “ลอก” เป็นสิ่งผิดบาปนี่แหละที่เราเอามาจากฝรั่งแบบที่เราไม่ตั้งคำถามเลย
และท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนก็ว่าคิดว่าเราถ้าเราต้องการจะเตรียมพร้อมการเข้าสู่สมาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิแบบที่คุณนรเศรษฐห่วงใย เราก็ต้องเริ่มจากการยอมรับในสิ่งที่เราเป็นนี่แหละ หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็คงจะต้องตระหนักก่อนว่าเกมที่เราเล่นอยู่ไม่ใช่เกมที่เราเขียนกฎเอง แต่เราจำต้องเล่น ซึ่งนี่ต่างจากการโจมตีโลกตะวันตกภายใต้กรอบความคิดแบบตะวันตกที่เราไม่เคยตั้งคำถามแน่นอน

หมายเหตุ:
  1. ผู้เขียนเอาวลีนี้มาจากเพจ “ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์” ดูต้นฉบับได้ที่https://www.facebook.com/photo.php?fbid=377509548988678&set=pb.377496815656618.-2207520000.1346301590&type=1
  2. ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ที่เข้ามาอ่านบทความนี้ทั้งหมดน่าจะเคยฟังเพลง Gangnam Style มาแล้ว แต่ก็ขอปะลิงค์เอาไว้ตามขนบงานเขียนถึงดนตรีที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตในยุคสมัยนี้ รับชมเพลงนี้ได้ที่http://www.youtube.com/watch?v=9bZkp7q19f0
  3. อ่านการถกเถียงหรือ “ดราม่า” นี้ได้ที่ http://drama-addict.com/2012/08/28/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5/
  4. ผู้เขียนพยายามจะเข้าไปที่โพสต์ต้นเรื่องของคุณนรเศรษฐเพื่ออ่านการโต้เถียงอย่างละเอียด แต่พบว่าเข้าไปไม่ได้แล้ว ดังนั้นผู้เขียนจะเขียนบทความนี้จากลิงค์นี้เป็นหลัก ผู้เขียนได้เขียนถึงประเด็นเกี่ยวกับจารีตไปจนถึงบรรดาข้อยกเว้นทางกฏหมายในการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ในชุดบทความ “ละเมิด/ไม่ละเมิดงานดนตรี 101” ซึ่งมี 4 ตอนแล้ว อ่านได้ที่ http://prachatai.com/journal/2012/05/40665,http://prachatai.com/journal/2012/05/40781http://prachatai.com/journal/2012/06/40935,http://prachatai.com/journal/2012/06/41204
  5. Simon Frith, Sound Effects: Youth, Leisure, And The Politics of Rock’N’Roll, (New York: Pantheon Books, 1981)
  6. อ่านทั้งหมดได้ใน Alan P. Merriam, Anthropology of Music, (USA: North Western University Press, 1980), pp. 241-244
  7. ผู้อ่านสามารถอ่านข้อมูลแบบนี้ได้ในงานประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคแอนด์โรลที่เขียนมาในยุคที่ร็อคแอนด์โรลมันยังไม่ได้รับกันกว้างขวางเช่นนี้ งานเด่นๆ ก็เช่น Charlie Gillett, The Sound of The City: The Rise of Rock ‘N’ Roll, (New York: Dell Publishing, 1972[1970])
  8. ถ้าไม่อยากลงไปอ่านงานของอดอร์โนเลย ท่านก็พอจะหาอ่านได้ใน นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย, “อดอร์โนกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม: กรณีศึกษาเพลงสมัยนิยม” ใน เหลียวหน้าแลหลังวัฒนธรรมป๊อป (กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2549)
  9. ดูการอภิปรายถึงความเกลียดชังแจ๊สของอดอร์โนและการแบนอดอร์โน ได้ใน Robert W. Witkin, “ Why Did Adorno “Hate” Jazz ”, Sociological Theory, Vol. 18, No. 1 (March, 2000), pp. 145-170

จากบทความดังกล่าว ผมต้องขอขอบคุณผู้เขียนเป็นอย่างมาก ที่นำร่องว่าด้วยเรื่องความคิด ความชอบส่วนบุคคล ให้สังคมไทยเราได้ตระหนักมากขึ้น หรือแม้แต่การทำงานในส่วนนักวิจารณ์!  และผมก้อยิ่งรู้สึกอิ่มใจมากขึ้น เมื่ออ่านคอมเม้นต์จากบทความนี้ เพราะส่วนมากผู้ที่เข้ามาคอมเม้นต์จะเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับผม ว่ามันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล ความคิดส่วนบุคคล การกล่าวอ้าง พาดพิง เป็นสิ่งมิควรปฏิบัติอย่างยิ่ง 

          อีกอย่างคือการมองโลกให้กว้าง เปิดทัศนคติ เปิดโลกทัศน์ เป็นมุมมอง เป็นการเตรียมพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ได้อย่างดีที่สุด เพราะโลกเราเปลี่ยนทุกวัน หรือบางทีแทบทุกชั่วโมง การยึดตึด หรือ การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ยิ่งจะทำให้ใช้ชีวิตในโลกใบนี้อย่างสะเปะสะปะ

          ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่าเราจะออกแบบชีวิตเราแบบไหน อย่าลืมว่า ไม่มีแบบแผนไหนตายตัว "ชีวิตมันก้อง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เราเองนั่นแหล่ะที่มักทำให้การใช้ชีวิตยุ่งยากลำบากไปเอง"


วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กระดิ่ง ระฆัง อะไร ยังไง??


ถาม : กระดิ่ง ระฆัง เอาไว้ทำไร?
ตอบ : โดยปกติแล้ว เป็นอุปกรณ์ไว้ก่อกำเนิดเสียง กรุ้งกริ้ง เงง ๆ  มอง ๆ แล้วแต่ชนิด และขนาดคับ

ถาม: แล้วจะให้มันมีเสียงไปทำไม?
ตอบ: เกิดเสียงให้ไพเราะเสนาะโสต ระฆังลูกใหญ่ ก้อเสียงดังมาก ลูกเล็ก ก้อเสียงจิดริด น่ารัก ลูกจิ๋ว ก้อเสียง นิ๊ว ๆ หน๊อย ๆ ฟังเพลิน 

ถาม : ให้มันเงียบ ๆ ไม่ดีกว่าเหรอ?
ตอบ: เอ่ออ  อันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลคับ

ถาม : นอกจากให้มันเกิดเสียงแล้ว มันยังช่วยด้านอื่นอีกมั้ย
ตอบ: จิง ๆ แล้ว มันมีความหมายถึงความดีอันขจร ขจายย เหมือนเสียงที่ดังไปไกล ถ้าตามหลักของพุทธศาสนา ก้อน่าจะหมายถึงการบูชาพระพุทธเจ้า ชาวพุทธเลยนิยมถวายกระดิ่ง หรือระฆังให้กับวัด 
ถาม : แล้วถ้าความเชื่ออื่นล่ะ ?
ตอบ: มันก้อมีความเชื่อเกี่ยวกับกระดิ่งหรือระฆัง มาตั้งนานนมกาเล แล้วละครับ จะสังเกตได้ว่าในหลาย ๆ วัฒนธรรม มักให้ความสำคัญถึงสิ่งเหล่านี้ ผ่านงานศิลป์ทั้งหลาย เช่นในหลาย ๆ ภาพวาดมักจะวาดระฆังไปด้วย เพราะเป็นนิยามถึงความสุขสมบูรณ์ หรือตามหน้าบ้านหรือร้านขายของตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน หรือ อิยิปต์โบราณ ก้อมักแขวนระฆังไว้ส่วนหนึ่งก้อเพื่อให้คนที่มาหาได้สั่นกระดิ่งเรียกคนในบ้าน ส่วนอีกนัยหนึ่งคือ เสียงกระดิ่งจะช่วยป้องกันโชคร้าย

ถาม: กระดิ่ง ระฆัง มีความเชื่อจากศาสนามั้ย?
ตอบ: โบถส์ วิหาร มัสยิด แทบทุกที่บนโลกนี้ต้องมีระฆังไว้เคาะ ใช่หรือเปล่าละคับ ^^

ถาม: งั้นก้อแสดงว่า กระดิ่ง หรือ ระฆัง เป็นเครื่องหมายถึงสิ่งดี ๆ ละสิ?
ตอบ : จะพูดแบบนั้นก้อไม่น่าจะผิดนะครับ จริง ๆ มันเป็นการสร้างเสียง และใช้สัญลักษณ์ของเสียงนั้นสื่อสาร แต่ในยุคที่เรายังไม่ไปถึงดวงจันทร์ เราก้ออนุมาณว่าเสียงดัง ๆ เหล่านี้จะได้ยินไปถึงสวรรค์ หรือนรก ประกอบกับ เสียงระฆัง หรือกระดิ่ง มันช่างไพเราะ ต่างจากเสียงอื่น ๆ และเสียงที่ไพเราะ เราก้อจะคิดว่าเหมาะกับการถวายให้เทพ หรือของสูงส่ง และเมื่อเหล่าทวยเทพได้ยิน ก้อจะประทานพรดี ๆ ให้กับผู้ที่สร้างสรรค์เสียงนี้ ในทางกลับกัน เสียงอันไพเราะนี้ สิ่งอันเป็นอัปมงคล หรือซาตาน ภูติผี ทั้งหลายจะไม่ค่อยชอบ เพราะถ้ามีเสียงนี้เมื่อไหร่ เหล่าเทพยดา นางฟ้า เทวบุตร จะปรากฏกาย ทำให้เหล่าผีสาง ไม่กล้ามากล้ำกราย จึงเป็นที่มาของการไล่สิ่งไม่ดี สิ่งอันเป็นอัปมงคล ให้ไปไกล ๆ และความเชื่อนี้ก้อสืบมาจนทุกวันนี้คับ

ถาม: ตกลงมีประโยชน์แค่นี้เองรึ?
ตอบ: ใช้ตกแต่ง ประดับบ้าน ก้อเก๋ไก๋ นะครับ ^^ ขึ้นอยู่กับไอเดียการออกแบบครับ อย่างกระดิ่งสาย 
หลาย ๆ ท่านก้อนำไปแขวนติดประตูบ้าน เพื่อให้ได้ยินเสียงกรุ้งกริ้ง ๆ เวลามีใครเปิดประตู เราก้อจะได้รู้ไงคับ หรือสามารถเอาไปแขวนกับราวผ้าม่าน สักสองเส้น สวยงามน่ารัก มากมาย เวลารูดเปิดม่านก้อจะได้ยินเสียงกรุ้งกริ้ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ไล่โชคร้าย ได้ด้วยนะเออ ^^

ถาม: หูยยย คุณประโยชน์ครบครันแบบนี้ ต้องแพงมากสิเนี่ย?
ตอบ: เรามักเข้าใจผิดกันคับ ว่าของที่มีประโยชน์จะต้องเสียทรัพย์มากมาย จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ ถ้าเราจะเลือกเพื่อการประดับตกแต่ง อันนี้ก้อขึ้นอยู่กับความชอบในดีไซน์ และทุนทรัพย์ครับ เราไม่ว่ากัน แต่ถ้าใครจะเลือกหามาเพื่อการเสริมดวงหรือตามความเชื่อ อันนี้ผมขอแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องหาของราคาแพงก้อได้ครับ ราคาหลักร้อย นี่ก้อว่าโอเคแล้ว คงไม่จำเป็นต้องไปหากระดิ่ง ระฆัง ราคาหลายพัน หลายหมื่น เพื่อจะมาเสริมดวงรับทรัพย์ แก้เคล็ดขัดยอก กันหรอกครับ เพียงแต่เราต้องหาจุดวางหรือที่ไว้ให้เหมาะสม และตัวผู้กระทำก้อต้องคิดดีทำดี  แค่นั้นก้อน่าจะเพียงพอแล้วครับ เพราะต่อให้มีของดีของขลังเต็มบ้าน แต่ตัวผู้อยู่ จิตใจสกปรก ทวยเทพ ท่านก้อคงไม่ประทานพรดี ๆ ให้หรอก จริงมั้ยล่ะครับ^^



:
ถาม: เรื่องสีล่ะ จำเป็นมั้ยในการเลือกมาประดับบ้านและเสริมมงคลให้กับบ้าน
ตอบ: ถ้าเป็นเรื่องสีของกระดิ่งหรือระฆัง ไม่จำเป็นเลยครับ สีอะไรก้อได้ เอาตัวเองชอบว่าคับ แต่ถ้าจะให้สวยและหรู ก้อน่าจะสีทองหรือเงินครับ สำริด ทองเหลือง ก้อไม่เลวนะครับ ให้ความรู้สึกขลังไปอีกแบบ

ถาม: เอามาห้อยเป็นพวงกุญแจ หรือ ห้อยกระเป๋าได้มั้ย ของจะเสื่อมมั้ย?
ตอบ: ไม่เลยครับ แขวน ห้อย ติด ได้ทุกที่ที่ต้องการเลยครับ ขึ้นอยู่กับดีไซน์ของผู้ออกแบบผลิตครับ อย่างในรูปขวามือนี้ ก้อดีไซน์มาเหมาะสำหรับแขวนกระเป๋า หรือทำเป็นพวงกุญแจ หรือใครจะเอาไปแขวนหน้าบ้าน ประตู หน้าต่าง ก้อไม่ว่ากันครับ

ถาม: กำลังจะเปิดร้านขายของ แนะนำหน่อยว่าติดตรงไหนถึงจะเจ๋ง?
ตอบ: ณ บัดนาว ( หมายถึงปี 2012) นี้ ถ้าเป็นร้านค้า แนะนำให้แขวนหน้าประตูด้านในและด้านนอกอย่างละชิ้น ก้อโอเคแล้วครับ อาจจะเพิ่มอีกสักชิ้น ประดับตรงโต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเก็บเงิน ก้อช่วยเสริมได้ดีมากครับ ส่วนปีหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ว่า จัดวางตรงไหนถึงจะดี ถูกทิศถูกทาง   ปล. ถ้าหน้าร้านหันไปทางทิศตะวันตก ให้ติดตรงประตูหน้า สองชิ้น จะแจ่มมากครับ

ถาม: เห็นกระดิ่งสายแล้วสวยดี ถ้าจะติดเป็นแผง เต็มหน้าร้านเลย เพราะหน้าร้านเป็นกระจก จะเป็นไรมั้ย?
ตอบ: จะเริ่ดมากครับ ^^

ถาม: ว่าแล้ว ก้อขอไปหามาแขวนประดับสักหน่อยก่อนล่ะ สวยงาม น่ารัก มากด้วยคุณค่าทางความเชื่อ แบบนี้ แถมราคาก้อไม่แพงอย่างที่คิด จัดไป!
ตอบ: แขวนวันนี้ โชคดีก้อมาหาวันนี้ อีกอาทิตย์ค่อยแขวน โชคดีก้อมาหาช้าไปหนึ่งอาทิตย์ครับ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ความใฝ่ฝัน เมื่อครั้งยังละอ่อนต่อนแต่น


          สาเหตุที่อยากเล่าถึงความใฝ่ฝันของตนเอง เมื่อครั้งยังละอ่อนต่อนแต่น ( สมัยเด็กมว๊ากก ) ก็เพราะมีโอกาสได้คลุกคลีตีโมงกับสิ่งทีตัวเองเคยรัก และเคยสัมผัส สมัยยังละอ่อน นั่นคือ "งานศิลปะ" 

          นับว่าโชคดีที่มีโอกาสได้มาเจอและรู้จักกับบุคคลที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในงานศิลปะ ถึงขั้นมีร้านแสดงงานศิลปะ และจำหน่ายงานศิลปะ  "ร้านสุริยัน จันทรา" โดย พี่โอ ...



          และเหตุที่ได้มาคลุกคลี ก็เพราะต้องรับบทบาทเป็นตัวแทนเจ้าของร้านแทนพี่เค้า ช่วงที่พี่เค้าไปลั้ลลาเมืองนอก เป็นเวลาเดือนกว่า ๆ ทำให้ตัวเองได้ซึมซับงานศิลป์ ที่อยู่ในร้าน ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดที่สุดแสนสวยงาม งานเพ้นท์ตุ๊กตาดินเผาอันน่ารักมากมาย รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านที่ประดับตกแต่งแบบงานศิลป์ อันหรูหรา และด้วยระยะเวลาร่วมหนึ่งเดือน ที่ได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ วันละ กว่า สิบชั่วโมง ทำให้ความทรงจำในวัยเด็กพรั่งพรูกลับมาในสมองซีกขวา 



          จำได้อย่างแม่นยำว่า สมัยตัวเองเรียน ป.3 มีวิชาที่ชอบเรียนมากกว่าวิชาใด นั่นคือ วิชาศิลปะ ( ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ยน๊อ ) เป็นวิชาทีตัวเองมีความสุขที่สุดเมื่อถึงคาบเรียน เพราะจะได้ใช้จินตนาการตามแต่ที่เราชอบ ละเลง ไปบนกระดาษสีขาว ๆ ที่รองด้วยกระดานไม้สีน้ำตาลเข้ม และหนีบด้วยที่หนีบสีดำใหญ่ ๆ (คลาสสิคมาก) สมัยนั้นสีที่ชอบใช้คือสีเทียนครับ เพราะราคาถูก หาซื้อได้ตามตลาดบ้านนอก กล่องไม่เกิน 5 บาท ส่วนสีไม้แพงมาก ไม่สามารถหามาไว้ในครอบครองได้ ใช้วิธียืมเพื่อนเอาเวลาจะตัดเส้น ส่วนสีน้ำ จำได้ลาง ๆ ว่า ได้หัดใช้ตอนอยู่ ป.5 เป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะได้เลอะเทอะ ตามประสาเด็ก ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเท่มากเวลาหอบกระดานไม้ที่มีกระดาษขาวหนีบติดอยู่ ไปขึ้นรถโดยสาร (จิง ๆ ทุลักทุเลมากกว่า เพราะกระดาษแทบจะใหญ่กว่าตัว ) แต่วินาทีนั้น ไม่คิดหรอกว่ามันลำบาก คิดแค่ว่า ตรูเท่มากมาย ..... จนถึง ป.5 ทางโรงเรียนให้มีกิจกรรมพิเศษตอนเย็นหลังเลิกเรียน หนึ่งในกิจกรรมนั้นคือ วาดภาพ .. ไอ้เราก็ไม่รอช้า รีบลงชื่อสมัครทันที ทั้งที่รู้ว่า ต้องได้กลับบ้านค่ำลงไปอีก แต่ก็ยอม เพราะอยากวาดภาพ อยากทำงานศิลปะ และที่สำคัญคืออยากหอบกระดาษไม้กับกระดาษขาวไปโรงเรียนทุกวัน !



          พอขึ้นชั้น ม.1 สิ่งที่ตัวเองชอบ ต้องหยุดหมด เพราะการเรียนที่หนักหน่วง ทำให้ต้องละทิ้งสิ่งที่เป็นทั้งงานอดิเรก และเป็นทั้งตัวตนของตัวเอง เอาเวลาไปทุ่มเทให้กับการเรียน ... เรื่องงานศิลปะ เลยค่อย ๆ ห่างจากชีวิตไปทีละนิด ๆ ๆ  จนถึงทุกวันนี้



          จวบจนปัจจุบัน อายุอานามก้อผ่านเลขสามนำหน้ามาหลายปีแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้สัมผัสกับงานศิลป์อีกครั้ง ภาพความทรงจำเมื่อครั้นวัยเยาว์เลยพรั่งพรูเข้ามา ประกอบกับได้มีโอกาสเม้าท์มอยกับพี่ศิลปินชั้นเซียน ไม่ว่าจะเป็นพี่อนันต์ พี่หมิง สุธี ที่ฝีไม้ลายมือในการทำงานศิลป์ขั้นเทพ ทำให้ตัวเองอยากกลับไปทำงานศิลป์ แต่ก้อไม่รู้ว่า จะสามารถทำได้หรือเปล่า เพราะค่อนข้างแน่ใจว่า การทำงานศิลป์ ทำให้ตัวเองสงบ และมีสมาธิ รวมถึงมีความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ และเกลาจิตวิญญาณให้นิ่ง เลยตัดสินใจกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า จะลองหาทำงานศิลป์ในแบบฉบับของตัวเอง อาจเริ่มจากงานชิ้นเล็ก ๆ เพื่อฝึกฝนฝีมือไปทีละนิด ๆ ไม่แน่ ในวันหน้า ผมอาจมีชื่อเสียง ในด้านงานศิลป์กับเค้าบ้างก็ได้ ใครจะรู้เน๊อะ ....

ต้องขอขอบคุณงานศิลป์สวย ๆ จากร้านสุริยันจันทรา พี่โอ และ พี่ศิลปินทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อภาพให้นำมาลงในบล๊อคครับ ... ฝันว่าสักวัน จะมีงานศิลป์ของตัวเอง... ในบล๊อคของตัวเอง... :)

         

          

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

L สมู้ทตี้..

          สะดุ้งด้วยเสียงโทรศัพท์ตั้งแต่ยามสาย ขณะกำลังหัวฟูอยู่หน้าคอม มือผละจากเม้าท์ไปไถลหน้าจอน้องไอโฟนเพื่อรับสาย..... หลังสนทนาจบ สมองที่กำลังตื้อเพราะงานหน้าคอม ค่อย ๆ หมุนเหมือนรถที่กำลังคลืบคลานจากถนนลูกรังสู่ถนนซีเมนต์อย่างเชื่องช้าเพราะน้ำมันเครื่องหนืด... สิ่งที่ได้ยินจากปลายสายเหมือนโจทย์ข้อสอบสมัย ม.ต้น ที่่ต้องขบคิดให้แตก ก่อนบรรจงเขียนลงกระดาษคำตอบและส่งให้คุณครู โจทย์ที่ว่านี้ก็คือ "ช่วยคิดสูตรเหล้าปั่น สำหรับทำขายแบบถูก ๆ ด้วยงบไม่เกินหนึ่งพันบาท ให้สักสองสามสูตร" ด้วยโจทย์นี้ เซลล์ไฟฟ้าในสมองที่กำลังทำงานแบบเรรวน ถึงกับดับวูบไปชั่วขณะเหมือนไฟดับเวลาเสาไฟฟ้าแรงสูงล้มก้อมิปาน

          ไหน ๆ ก้อไหน ๆ where is where where แล้ว อย่ากระนั้นเลย จึงตัดสินใจเขียนลงบล๊อคนี้ซะเลย เผื่อใครจะได้นำไอเดียนี้ไปใช้ต่อได้อีก ( จริง ๆ ขี้เกียจพิมพ์แล้วส่งให้ผู้ร้องขอน่ะ ^^)



          เหล้าปั่น .... เครื่องดื่มของคนอยากดื่มเหล้า แต่ก็กล้า ๆ กลัว ๆ ที่่จะเมา (หรือกลัวแอ๊บแตก) เป็นที่ชื่นชอบของคนหัดดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยส่วนผสมที่มีความหวาน หอม และสีสันที่สวยงามเป็นจุดเด่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ ผสานกับแอลกอฮอล์บาง ๆ (หรือแทบไม่รู้รสนั่นแหล่ะ) แต่ประเด็นของการเขียนครั้งนี้คือ เหล้าปั่น ราคาย่อมเยาว์ ด้วยงบประมาณไม่เกินหนึ่งพันบาท (โอ๊วววววววว คุณพี่จ๊ะ ถ้าตามสูตรต้นตำรับ แค่ว๊อดก๊าขวดเดียวก้อปาไปเจ็ดร้อยแระ ) ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องประยุกต์ อะแด๊บ แอนด์ แอ๊บพลาย จากวัตถุดิบที่ราคาย่อมเยา หรือหาซื้อได้ตามตลาด(สด) เพื่อลดต้นทุน แต่ได้รสชาติที่น่าประทับใจ พร้อมทั้งทำเองได้ง่ายยิ่งกว่า หัดใข้แมคบุค ซะอีก ^^

          สูตรแรก ขอนำเหนอ (เอ๊ะ ไม่ได้สิ ต้องเขียนว่า นำเสนอ... เดี๋ยวครูลิลลี่จะวีนแตกเอาว่าเขียนภาษาไทยให้วิบัติ ) เรามาเริ่มสูตรแรกด้วยเครื่องดื่ม ที่ผมอะแด๊ปมาจากค๊อกเทลสีสวยสูตรนึง เอาเป็นว่าผมขอตั้งชื่อสูตรนี้ว่า Pinky Smoothie ละกันนะครับ


สำหรับเจ้า Pinky Smoothie นี่ก็ทำแสนง่ายดาย เพียงเตรียมวัตถุดิบดังนี้ครับ
1. น้ำสตรอเบอรี่
2. น้ำส้มคั้น
3. น้ำมะนาว หรือจะใช้มะนาวผาซีกแล้วบีบเอาแต่น้ำตอนปั่นก็ได้เหมือนกัน
4. ว๊อดก้า หรือจะใช้เหล้าเหยี่ยวเงิน ก็ไม่ว่ากันครับ
5. โซดา
6. สไปรท์ หรือใครจะใช่เซเว่นอัพก้อตามสะดวกครับ
7. น้ำเชื่อม
8. เกลือป่น

เริ่มแรกก็นำโถปั่นมาเติมน้ำแข็งบดหยาบจนเกือบเต็ม เติมน้ำสตรอเบอรี่ราว 500 ซีซี ตามด้วยน้ำส้มอีกราว 100 ซีซี เติม ว๊อดก้า 2 ช๊อด  เติมสไปรท์ น้ำเชื่อมและโซดาอย่างละ 2 ช๊อต บีบมะนาวซัก 2 ซีก ปิดท้ายด้วย เกลือป่นเล็กน้อย จากนั้นก็กดปั่น  เอาแค่พอแหละนะครับ อย่าปั่นนาน เสร็จแล้วเทใส่เหยือกตามแต่จะหาได้ เลือกที่สวย ๆ จะเพิ่มราคาขายได้ครับ  ก่อนเสริฟอย่าลืมหามะนาวมาเสียบเหยือกเพิ่มความไฮโซอีกเล็กน้อย พร้อมเอาเกลือปาดขอบเหยือกเพิ่มรสชาติอีกนิดหน่อย ใครได้ชิมรับรองประทับใจแน่ ๆ ครับ^^

          หลังจากทำสูตรแรกไปแล้ว เรามาทำสูตรที่สองกันบ้างดีกว่าครับ สูตรนี้อะแด้ปมาจากค๊อกเทลอันลือชื่ออีกเช่นกัน  และวิธีทำก็แทบจะหลับตาทำได้เลยครับ ส่วนชื่อผมคิดอยู่นานว่าจะตั้งชื่อให้ว่าอะไรดี  คิดไปคิดมา ขอเป็น Unisex Smash ละกันนะครับ เพราะสูตรนี้เหมาะกับทุกเพศ (ผมหมายถึงทุกเพศจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่หมายถึงแค่เพศที่แบ่งแบบหยาบ ๆ ตามลักษณะทางกายภาพแค่สองเพศ อันไร้สาระเท่านั้น) วัตถุดิบมีดังนี้ครับ


1. เหล้าเหยี่ยวเงิน หรือถ้าใครทุนสูงหน่อย จะใช้ว๊อดก้าก้อไม่ว่ากันครับ
2. น้ำเชื่อม
3. น้ำมะนาวคั้นสด
4. ใบมินต์ หรือใบสะระแหน่ นั่นแหล่ะครับ
5. สไปรท์
6. เกลือป่น

สูตรนี้เราจะไม่ใช้เครื่องปั่นนะครับ นำเอาเหยือกที่เราจะเสริฟให้ลูกค้า มาเติมน้ำแข็งก้อน(เล็ก) หรือน้ำแข็งหลอด(เล็ก) ให้เกือบเต็ม เติม เหล้าเหยี่ยวเงิน 3 ช๊อต น้ำมะนาวคั้นสดครึ่งช๊อต น้ำเชื่อมสองช๊อต ฉีกใบสะระแหน่สักห้าหกใบใส่ลงไป  พร้อมกับเกลือป่นนิดหน่อย จากนั้นเติมสไปรท์จนเต็มเหยือกเลยครับ หย่อนมะนาวผ่าซีกลงไปสักหนึ่งซึก เพื่อเพิ่มความกลมกล่อม จากนั้นก็คนให้เข้ากัน ก่อนยกเสริฟครับ รสชาติจะคล้ายเหล้าป๊อก ที่หลาย ๆ คนติดใจ รสหวาน กินง่าย เมาง่าว นั้นแหล่ะครับ อาจเพิ้มหรือลดจำนวนช๊อตของเหยี่ยวเงินได้ตามแต่ชอบนะครับ หรืออาจเติมโซดาเพื่อเพิ่มความซาบซ๋าก้อไม่ว่ากันครับ

มาถึงสูตรสุดท้ายที่ขอนำเหนอ เอ้ยยย นำเสนอ สูตรนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีเซ้นส์ดีในเรื่องกลิ่น เพราะเราจะทำเหล้าปั่นอันหอมหวลด้วยกลิ่นมะพร้าวกันครับ  ชื่อที่ตั้งให้ของสูตรนี้คือ Coco Smurf เรามาเตรียมส่วนผสมกันเลยครับ



1. เหยี่ยวเงิน (ตามเดิม)
2. น้ำเชื่อม
3. กลิ่นมะพร้าวน้ำหอม (หาซื้อได้ตามร้านทำขนมทั่วไปครับ)
4. กลิ่นบัทเธอร์วานิลลา หาซื้อได้ตามร้านทำขนมอีกเช่นกัน
5. สีผสมอาหารสีน้ำเงินหรือสีฟ้า
6. น้ำสับปะรดกล่อง
7. เกลือป่น
8. โซดา
9. สไปรท์

เริ่มด้วยนำน้ำแข็งบดหยาบใส่ลงโถปั่นเกือบเต็ม เติม เหยี่ยวเงินสองช๊อต น้ำเชื่อม สาม ช๊อต น้ำสับปะรด 100 ซีซี โซดาหนึ่งช๊อต จากนั้นเติมสไปรท์จนเกือบเต็ม   เติมกลิ่นมะพร้าวน้ำหอมลงไปประมาณ 20 ซีซี พร้อมด้วย กลิ่นบัทเธอร์วานิลลาอีก 20 ซีซี และเกลือป่นนิดหน่อย อย่าลืมหยดสีผสมอาหารลงสัก สองหยดนะครับ  ปั่นแป๊บเดียว เทลงเหยือก พร้อมเสิรฟ์ ได้เลยครับ  จะได้เหล้าปั่นสีฟ้าส่วย กลิ่นหอมมะพร้าวอ่อน ๆ และรสหวานที่ลิ้น (หากชอบหวานมากหรือน้อย สามารถลดเพิ่ม จำนวนน้ำเชื่อม ตามแต่ชอบนะครับ )

          ทั้งสามสูตรที่แนะนำไป ตัวส่วนผสมสามารถหาซื้อได้ตามร้านทั่วไปครับ อาจหาของมาตกแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ หรือเสริฟพร้อมของทานเล่นเช่น ถั่ว หรือข้าวเกรียบ ก้อดูเก๋ไก๋ทีเดียว ยังไงก้อ ดื่มอย่างรับผิดชอบและมีสติ เมาไม่ขับ และเด็กอายุต่ำกว่า18 ปีก้อไม่ควรขายให้นะครับ ^^

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แนะนำหนังสือน่าอ่าน "สุขกาย สุขใจ"

"หลาย ๆ ครั้งที่ถามตัวเองว่า วันนี้ทำอะไรให้ตัวเองมีความสุขแล้วหรือยัง?" 

บ่ายแก่วันหนึ่งอันแสนร้อนระอุ ที่อุณหภูมิอากาศสูงกว่าอุณหภูมิในร่างกาย การขับรถฝ่าเปลวแดดเป็นเหมือนการเร่งกระบวนการเกิดมะเร็งผิวหนัง รวมถึงเป็นเหมือนการกลายเผ่าพันธุ์ไปเป็นชนเผ่าแถบทวีปอัฟฟริกา ด้วยการเปลี่ยนสีผิว..


ระยะทางจากบ้านแม่โจ้ อ.สันทราย ไปสู่ บ่้านเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด ราว 23 กิโลเมตร หรือขับรถราวครึ่งชั่วโมง แต่วันนี้การขับรถระยะทางดังกล่าวทำให้ต้องแวะที่ร้านกาแฟเจ้าประจำในปั้มน้ำมันระหว่างทาง เพืิ่อหลบร้อนและเติมคาเฟอีนให้กับฮีโมโกลบินและซีริบรัม รวมถึงเติมประจุอิเล็คตรอนให้สมอง ด้วยการอ่านหนังสือขณะละเลียดกาแฟคลายร้อน


ขณะกำลังเริ่มจะกางหนังสือไปยังหน้าที่คั่นไว้ หลังจากการอ่านครั้งล่าสุด สายตาเจ้ากรรมก็พลันเหลือบไปเห็นโต๊ะข้าง ๆ กำลังอ่านหนังสือการแก็ดเก็ดสุดฮิต "ไอแพด" ในขณะที่อีกโต๊ะถัดไปก็กำลังอ่านจาก "กาแลคซี่แทป"


ประจุอิเล็คตรอนที่มีในสมองเริ่มวิ่งเป็นระบบด้วยความเร็วมากกว่าที่แสงใช้เดินทางมายังโลก ประมวลออกมาเป็นความคิดว่า เทคโนโลยียุคนี้มันอำนวยความสะดวกและแทบลดบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือ ได้มากขนาดนี้เชียวหรือ? .... เอาล่ะ ... ไหน ๆ ตรูก็เป็นหนึ่งของสมาชิกสังคมแห่งศตวรรษที่ 21 เช่นกัน......
อย่ากระนั่นเลย.... อาการของร่างกายที่ตอบสนองต่อความคิดนี้คือ ...​ปิดหนังสือ...แล้วหยิบไอโฟนของตัวเองขึ้นมา ..พลางคิดต่อไปอีกนิดว่า ... สายตาตัวเองจะสามารถเพ่งอ่านหนังสือจากหน้าจอเล็ก ๆ ของไอโฟนได้มั้ยหนอ.... ???


ด้วยแอ๊ป Ais Book Store ทำให้การหา e book มาอ่านเป็นเรื่องง่าย แต่การเลือก e book ดี ๆ มาอ่านกลับยากเหมือนการหัดใช้ไอโฟนเป็นครั้งแรก...  ด้วยหลาย ๆ เล่มต้องเสียเงินในการโหลดมาอ่าน ( แต่พอพิจารณาดี ๆ แล้ว...อุ้ยยย ราคา e book  ถูกกว่าการซื้อหนังสือเป็นเล่มซะอีก คงเพราะไม่มีต้นทุนกระดาษ ต้นทุนค่าพิมพ์ หลาย ๆ เล่มถูกกว่ากันเกินครึ่ง! นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่มีแก็ตเก็ด และรักการอ่าน....


ขณะที่เลือกดู e book  ในหมวด FREE ก็พลันเห็นหนังสือเล่มนี้ ที่มีชื่อว่า " สุขกาย สุขใจ " ที่สะดุดตาเพราะภาพการ์ตูนรูปพระนั่งหลับตายิ้ม และแมว แสนน่ารักที่นอนอยู่ใกล้ ๆ พอมองลงล่างอีกนิด ก็เจอชื่อผู้แต่ง คือพระอาจารย์มิตซูโอะ ที่ตัวเองชื่นชอบในแนวความคิดและการสอนของท่าน เพราะเข้าใจง่าย นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตได้ง่าย เลยตัดสินใจกด Download โดยไม่ลังเล...ใช้เวลาดาวน์โหลดเพียง สามนาทีก็เรียบร้อย และใช้เวลาขณะจิบกาแฟอีกราว 20 นาที ก็อ่านจบสำหรับหนังสือดี ๆ เล่มนี้ 


หลังจากอ่านจบ..คำถามที่เคยคั่งค้างในสมองหลาย ๆ เรื่อง ถูกชี้แจงให้กระจ่างอย่างเรียบง่าย มีเหตุผล เหมือนสมการคณิตศาสตร์ที่ไม่เคยแก้ได้ แต่ครั้งนี้กลับแก้ได้อย่างง่ายดาย แถมได้เห็นอีกว่า ไม่มีอะไรซับซ้อนซะด้วย... พระอาจารย์ท่านได้อธิบายวิธีแก้โจทย์ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล พิสูจน์ได้ ใคร ๆ ก็ทำได้ เพื่อให้ได้คำตอบตามที่บุคคล ๆ นั้นต้องการ


ความสุขจึงไม่เป็นเพียงแค่นามธรรมดังเช่นที่หลายคนเคยคิดไว้ แต่มันคือวิทยาศาสตร์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับตัวเราเอง ทุกที่ทุกเวลา ถ้าเรารู้จักควบคุมปัจจัยและตัวแปรในการก่อเกิดความสุขให้ได้ และ ให้เป็น


ท่านใดมีเวลาว่าง และมีแก็ตเก็ตที่สามารถโหลด e book ได้ อยากให้ลองโหลดเล่มนี้มาอ่านดู ส่วนท่านใดไม่มีแก็ตเกต สามารถหาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือตามซุปเปอร์มาเกตที่มีชั้นวางหนังสือของพระอาจารย์ ( ผมเคยเห็นที่ริมปิงซุปเปอร์สโตร์มีนะครับ จะมีตู้หยอดบริจาคเท่าไหร่ก็ได้แล้วหยิบหนังสือไปได้เลย) เพื่อความสุขจะได้ก่อเกิดและอยู่กับทุกท่าน ทุกวัน ทุกวินาทีครับ 

คำอธิบายการดิ่มเหล้า และการเมาเหล้า (ฉบับคนกำลังแฮงค์เหล้า)


เมาเหล้า คือการเสพสุราเกินขนาด ซึ่งจะส่งผลต่างๆนานาต่อบุคคล เช่น รู้สึกว่าโลกหมุน โลกเบี้ยว ถนนคดเคี้ยวเป็นงู นอกจากนี้ ยังอาจจะทำให้ผู้ดื่มทำเรื่องแปลกๆได้ เช่น การขโมยนกหวีดจากตำรวจมาเป่าเล่น, การปีนต้นไม้แล้วจุดไฟเผาต้นไม้ หรือการยืนฉี่ริมถนนที่มีรถติด,การพูดคนเดียวได้เป็นเรื่องเป็นราว, การเสาะหาของกินเล่น แปลก ๆ เช่น ยำคางคกขึ้นวอ



สาเหตุ-อาการเมาเกิดจากการที่ เอททิลแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ

วงรอบการเมา-(แบ่งตามลักษณะคร่าว ๆ)อาการเมาสามารถแบ่งออกได้ 3 ช่วงดังนี้
1.ช่วงเริ่มต้น - ยังไม่รู้สึกอะไร
2.กึ่ม - ช่วงสนุกสนาน ทำอะไรก็สนุก คึกครื้น
3.น็อก - ช่วงที่ไม่โสภา เริ่มควบคุมร่างกายไม่ได้ หัวเริ่มหนัก ถ้ายังฝืนดื่มต่อ ได้ฟุบคาโต๊ะแน่ และอาจจะเมาค้างได้
อย่างไรก็ตาม สุรากลุ่มเหล้าขาว เช่น เซี่ยงชุน วอดก้า นั้น เป็นสุราที่พิเศษ เพราะจะข้ามช่วงกึ่ม ไปเป็นน็อกได้ไวมาก แต่ข้อดีคือไม่มีอาการเมาค้าง

แบ่งตามลักษณะพฤติกรรม
ระดับที่ 1 SMART (ฉลาด)
เมื่อคนดื่มเหล้าเข้าไปเมาจนถึงระดับนี้ซึ่งเป็นระดับแรก จะรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล และมักจะชอบเผื่อแผ่ความรู้ให้ทุกๆคนในบาร์ ความเป็นจริงทุกอย่างในจักรวาลจะถูกนำออกมาเปิดเผยหมด ไม่ ว่าใครจะพูดเรื่องอะไรคุณจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นพอดิบพอดี และคุณจะรู้สึกว่าทุกๆอย่างที่คนอื่นพูดมาจะเป็นเรื่องผิดไปหมด ไม่ตรงกับข้อมูลที่คุณมี จึงจะมีการเริ่มตั้งข้อโต้แย้งต่างๆกัน
ระดับที่ 2 GOOD LOOKING (ดูดี)
คุณจะเริ่มค้นพบว่าคุณมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีที่สุดในละแวกนั้น และทุกๆ คนเริ่มที่จะหันมาสนใจคุณเพราะคุณดูดี แน่นอนคุณสามารถเดินไปคุยกับทุกๆ คนได้ทุกๆ เรื่องด้วยเพราะคุณทั้งดูดีและฉลาด
ระดับที่ 3 RICH (รวย)
เมื่อเมาถึงระดับนี้คุณจะค้นพบว่าตัวเองนั้นมีเงินมหาศาล คุณสามารถที่จะเลี้ยงเหล้าทุกคนในบาร์ได้เพราะคุณมีเงินมหาศาลและถ้าใครพูดอะไรผิดหูคุณสามารถที่จะท้าพนันได้ทุกเรื่องเพราะคุณยังฉลาดกว่าด้วย นอกจากนี้คุณยังดูดีมากๆ ด้วย
ระดับที่ 4 BULLET PROOF (คงกระพัน)
เมื่อเมาถึงระดับนี้ตัวคุณจะมีวิชาคงกระพันแก่กล้ากว่าคนทั่วไปและพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกับทุกๆ คนได้เพราะไม่มีใครจะทำอันตรายคุณได้ คุณ สามารถท้าพนันตีต่อยกับเพื่อนคุณก็ได้ และคุณก็ไม่กลัวแพ้ด้วยเพราะว่าคุณทั้งฉลาด, ทั้งดูดี, ทั้งรวย และต่อสู้เก่งระดับนักมวยอาชีพ
ระดับที่ 5 INVISIBLE (หายตัว)
ระดับความเมาสุดยอด คุณต้องดื่มมากจึงจะเมาถึงระดับนี้ได้ด้วย ความเมาที่ระดับนี้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีใครเห็นคุณ, จะไปเต้นรำบนโต๊ะ, แหกปากร้องเพลงกลางถนน, ไล่ตีหัวคนอื่นก็ทำได้เพราะไม่มีใครเห็นคุณ,นอนหลับในห้องน้ำ

กินแค่ไหนถึงจะเมา-ไม่มีสมการตายตัวว่ากินแค่ไหนถึงเมา เพราะมีหลายปัจจัยที่นอกเหนือจากปริมาณการดื่ม และชนิดของสุราดังนี้
1.ขนาดร่างกายของผู้ดื่ม คนอ้วน คนตัวใหญ่มีแนวโน้มจะเมายากกว่า
2.ชั่วโมงบิน
3.กรรมพันธุ์ (มั้ง) แบบว่าบางคนมันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เช่น จอร์จ กะ ซาร่า "โอ้ว! จอร์จ ชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้"
4.สภาพร่างกาย ต่อให้ตัวใหญ่ เจนสนามยังไง ก็เมาได้ง่ายถ้าป่วย หรือเหนื่อยจัดๆ
5.การกินอาหารที่กินก่อนดื่มสุรา ถ้าท้องว่างๆไปดื่มจะเมาได้ง่าย แต่ในทางกลับกัน กินเยอะมากก็จะจุก ส่งผลให้อ้วกได้ง่ายเช่นกัน
6.ว่ากันว่า พวกหมอ พวกเภสัชฯ เขาจะรู้จักยาบางตัวที่ช่วยให้ไม่ให้เมา นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้มียากันเมาเยอะไป แต่ของแบบนี้มืออาชีพเขาไม่ใช้กันหรอก
             "ถ้ากลัวเมาแล้วจะกินเหล้าไปทำไม"

การเตรียมตัวก่อนลงสนาม

1.เช็คตารางงานก่อนว่าพรุ่งนี้มีอะไรที่ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ถ้ามี ก็ไม่ควรจะดื่มเยอะ หรือไม่ไปเลยจะดีที่สุด
2.เราแนะนำการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ
3.ถ้าคุณป่วย อย่าซ่า จะไปเมาพับให้เป็นภาระของเพื่อนทำไม?
4.นับเงิน ถ้าจนก็อย่าซ่า อดเหล้าหน่ะไม่ตายหรอก แต่อดข้าวหน่ะ ตาย!
แต่ถ้ามี มิตรรักอุปการะ หรือ นารีอุปถัมถ์ ก็เป็นอีกเรื่อง
5.รับทานอาหารให้เรียบร้อย ซึ่งถ้าจะให้ดีควรจะเป็นข้าว หรือถ้าไม่มีเวลามาก แนะนำขนมปังก้อน เพราะจะช่วยดูดซึมแอลกอฮอร์ในกระเพาะได้ดี หน่วงเวลาการเมาออกไปได้
6.ระวัง! อาหารและผลไม้บางอย่าง เช่นทุเรียน เป็นผลไม้ต้องห้ามทั้งก่อนและในเวลากินเหล้า เพราะผลของมันไม่ใช่แค่เมา แต่เป็นการเข้าโรงพยาบาลหรือเข้าสู่ยมโลก
7.อย่าพยายามกินเหล้าหลายๆประเภท เพราะจะทำให้เมาง่าย
8.แต่ถ้าจะกิน ให้กินแบบไล่ดีกรีจากสูง ไป ต่ำ เช่น กินเหล้าก่อนไปกินเบียร์ถ้าคุณแหกกฎ เตรียมตัวสวัสดีเมาค้างได้เลย

ขณะดื่ม
1.การไปฉี่บ่อยๆ สามารถช่วยลดอาการเมาได้
แต่ถ้าลุกบ่อยๆหรือเร็วไปอาจทำให้วิงเวียน และอาเจียรได้เหมือนกัน
2.พูดมากๆ หรือ ร้องเพลง ก็สามารถช่วยลดอาการเมาได้
3.ถ้าคุณไปดื่มเหล้าข้างนอกคนเดียว โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี อย่าให้แก้วของคุณคลาดสายตาไปโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะถูกมิจฉาชีพวางยาได้
4.คุณผู้ชายเองก็เช่นกัน ระวังโดนมอมรูดทรัพย์ แล้วตื่นขึ้นมาในที่แปลกๆพร้อมอาการเจ็บรูตูด
5.พยายามประคองสติตลอดเวลา
6.การออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกก็ดีทีเดียว (ถ้าคุณยังครองสติส่วนใหญ่ได้นะ)
7.ถ้าคุณดื่มต่อไม่ไหว แต่มีคนคะยั้นคะยอให้ดื่ม อย่าปฎิเสธ เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
8.แต่ให้ ยิ้ม ยกแก้ว จิบนิดๆ แล้วก็วาง ซึ่งถ้าโดนคะยั้นคะยออีก ก็ให้ทำซ้ำขั้นตอนเก่า อย่าไปสนใจคำยุ อย่าไปโต้เถียง ให้ยิ้มสู้

ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดื่ม

1.การสูบบุหรี่ ไม่ได้ช่วยแก้เมาได้มากมายนัก แต่ช่วยได้นิดหน่อย แต่กับรายที่ไม่เคยสูบแล้ว กลับเป็นการเร่งให้เมาไวขึ้น
2.การเมา เป็นการแสดงให้เห็นว่ารักเพื่อน" อันนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างแรงของเด็กใหม่หัดดื่ม
ถ้าความหมายของมิตรภาพมันมีแค่นั้น ก็ลืมๆมันไปเถอะ
การเมามายไร้สติของคุณ นอกจากนำมาซึ่งความลำบากให้กับเพื่อนในการแบก "ศพ" ของคุณกลับ ( ศพ เป็นศัพท์เฉพาะทางหมายถึง ร่างอันไร้สติของคนเมา)
นอกจากนี้ คนซวยอาจจะเป็นคุณเองก็ได้
มีเด็กคนหนึ่ง ไปกินเหล้ากับเพื่อนแล้วเมาฟุบไปกับโต๊ะ แล้วโต๊ะใกล้ๆเขาตีกัน แล้วไอ้หมอนั่นโดนใครไม่รู้หลงเข้ามา เอาไม้หน้าสามฟาดหัวมัน ซวยจริงจริง เมาอยู่ดีๆ ตื่นมาก็อยู่ในโรงพยาบาลซ่ะงั้น
3.ไม่มีคำว่าวีรบุรุษในวงเหล้า มีแต่คำว่า ผู้ที่ยืนหยัดได้จนนาทีสุดท้าย กับคนที่กลายเป็นศพเท่านั้น
4.การจุดไฟบนเหล้าก่อนดื่มนั้น เท่ก็จริง แต่มันเป้นการทำลายรสชาต และปริมาณแอลกอฮอล์
ถ้าคุณจุดแล้วไม่กล้าดื่ม เสียฟอร์มแบบสุดๆ รู้ป่ะ
5.หน้าใหญ่ใจป้ำ พวกนี้ก็เหมือนก้อนขี้ มีแมลงวันมาตอมเยอะ แต่วันไหนที่เงินหมด แมลงวันก็ตีจาก
6.มิตรแท้ในวงเหล้า เขาจะไม่ขอให้คุณเลี้ยงเขาตลอดเวลาหรอก ถึงแม้ว่าคุณจะรวยมหาศาล แต่เขาจน เขาก็จะพยายามช่วยคุณจ่าย ไม่ยอมถูกเลี้ยงเอาถ่ายเดียวหรอก
7.การกินเหล้าแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ ความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงของวัยรุ่น อย่าลืมว่า สำนวน "แก่กะโหลกกะลา" นั้นยังมีใช่ ดังนั้น ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้ขึ้นกับว่า ดื่มเหล้าหรือไม่ แต่อยู่ที่ความคิดและพฤติกรรมต่างหาก

ข้อแนะนำสำหรับคุณสุภาพสตรี

สุภาพสตรีบางท่าน ส่วนมากอาจจะไปเที่ยวบาร์เกย์กับเพื่อนตุ๊ดบ่อยเพราะปลอดภัยกว่า มีผู้ชายมาวอแวน้อยกว่า แต่เมื่อท่านเข้ามาในร้านเหล้าทั่วไป ที่มีการเต้นรำ คุณอาจจะโดนจีบเอาได้ ซึ่งขอแนะนำดังนี้
1.อย่าพยายามทอดสะพาน ถ้าคุณไม่ต้องการเรื่องอย่างว่า ที่แบบนี้ไม่ใช่ที่เช็คเรทติ้ง
2.สุภาพสตรีบางท่านนิยมการเช็คเรทติ้งของตัวเองในสถานที่ทั่วไป เช่น ในสถานศึกษาของท่าน แต่ ขอแนะนำว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่อันสมควร
คุณอาจจะเจอ เสือ ที่อาจจะใช้กำลังลากตัวคุณ หรือใช้ยาบางอย่างที่ทำให้เขาสมใจ
3.ยิ่งคุณผู้หญิงที่เป็นโรคหอบหืด ยิ่งต้องระวังเพราะ ยาปลุกเซ็กซ์ อาจจะส่งผลให้อาการหอบหืดของคุณรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้
4.อย่าปฏิเสธคนที่เข้ามาจีบด้วยอาการหยิ่ง เพราะอีกฝ่ายอาจจะแค้นแล้วหันมาใช้กำลัง แต่ให้ยิ้มแล้วบอกว่า ไม่ค่ะ อย่าให้ชื่อ ให้เบอร์โทรศัพท์จะดีที่สุด เพราะอาจจะถูกทึกทักเอาว่ามีใจได้
5.ไปกับเพื่อนที่ไว้ใจได้หลายๆคน แล้วช่วยๆกันดูแล
6.แก้วของตัวเอง อย่าได้คลาดสายตา
7.อย่าไปไหนมาไหนคนเดียว ไปเป็นกลุ่ม ถึงแม้จะแค่เข้าห้องน้ำ

เรื่องเล่าอาการเมา

มีประเทศๆหนึ่งในยุโรปตะวันออก ตั้งโทษของการเมาแล้วขับไว้ว่า ยิงทิ้งได้เลย

เมาค้าง

 คืออาการไม่พึงประสงค์ของบรรดานักดื่มทั้งหลาย เนื่องด้วยว่า เมื่อตื่นมาจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เจ็บตูด มึนงงทั้งวัน (อ้วกก่อนนอนอาจจะช่วยให้อาการดีขึ้น๗

สาเหตุ
สาเหตุของอาการเมาค้างนั้นมาจากการที่ เมื่อคุณตื่นนอน ในกระเพาะคุณไม่มีอาหารหลงเหลืออยู่เลย เหลือแต่เหล้า ซึ่งจะทำให้กระเพาะคุณ ดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดอย่างเต็มที่ อันเป็นการยังผลให้มึนงงในที่สุด

วิธีแก้
กินน้ำให้เยอะๆ แล้วนอนพักผ่อน

วิธีป้องกัน
ว่ากันว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" วิธีป้องกันมีดังนี้
1.กินข้าวก่อนไปกินเหล้า
2.อย่ากินจนเมามายเกินพิกัด
3.อย่ากินสุราหลายประเภทให้ตีกัน
4.จะดีมากถ้าจะหาอะไรกินหลังกินเหล้า
5.ในกรณีที่กินเหล้ามาหนักมากๆ จนเวลาเข้านอนแล้วรู้สึกเหมือนโลกหมุนติ้วๆๆ ให้ไปล้วงคออ้วก โดยต้องพยายามล้วงคอไปจนกว่าคุณจะไม่สามารถอ้วกออกมาได้อีก
6.การล้วงคออ้วก เป็นการกำจัดแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปออกจากกระเพาะผ่านการอ้วก
7.ระวังเรื่องเล็บให้ดีๆ ถ้ามันไปข่วนคอหอย จะทำให้เจ็บคอในภายหลังแทน
8.ในกรณีที่กินเหล้ามาหนักมากๆ จนได้อ้วกออกมาแล้ว อย่าพยายามฝืน แต่ให้พยายามอ้วกออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
9.ถ้าคุณเห็นเพื่อนอ้วก ให้เข้าไปช่วยลูบหลังเพื่อทำให้เพื่อนอ้วกได้คล่องขึ้นการลูบหลังคนอ้วกที่ถูกต้องนั้น ต้องลูบจากล่างขึ้นบน อย่าลูบสวนทางเพราะจะทำให้อ้วกลำบากขึ้น
10.อย่างไรก็ตาม อย่ากินมากจนไปถึงขั้นที่ต้องอ้วกแตกอ้วกแตนเลยจะดีที่สุด 

เมารัก(อ้วกกกก)

ลักษณะของคนเมารักที่ผิดหวัง กำลังจะทำร้ายตัวเอง

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน
(สุนทรภู่-นิราศภูเขาทอง)

อาการ จะบังเกิดอาการหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ หลับตาทีไรก็นึกถึงแต่ภาพเธอ มองใครก็เห็นเป็นหน้าเธอ ไม่ได้อยู่ใกลเธอแล้วลงแดง กระสับกระส่าย อยากมีเธอมาอยู่ใกล้........... แหวะ จะอ้วก........

แก้ไข อ้วกแรงๆหนึ่งที หรือไปพร่ำพรรณาให้คนใกล้ชิดฟังก็ได้ คนใกล้ชิดจะทำการอ้วกแทนท่านเอง และหากอ้วกใส่หน้าท่าน ท่านจะอาการทุเลาเร็วยิ่งขึ้น



สรุป

เหล้าไม่เคยช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย
ปัญหานั้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่มนุษย์ก่อ และสามารถแก้ไขได้ด้วยน้ำมือของมนุษย์เท่านั้น
ส่วนว่าจะเริ่มกินเหล้าอะไรก่อนนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรหรอกครับ จะซ่าไปจับวอดก้าเลย ก็ไม่ผิดอะไร ส่วนเรื่องว่าสุดท้ายจะชอบเหล้าอะไร ก็สุดแท้แต่รสนิยมของคน ตัวอย่างเช่น ผมกะเพื่อนสนิทคนนึง กอดคอกินเหล้ากันมาตลอดสมัยเรียน แต่ผมชอบไวน์ มันชอบ วิสกี้ ทั้งๆที่นั่งกินด้วยกันมาตลอดแท้ๆ
หรืออย่างการกินวิสกี้แบบผสมเครื่องดื่ม ผมชอบเหล้าน้ำ แต่ไม่ชอบโซดา บางคนชอบให้ใส่โซดาก่อนใส่น้ำ บางคนชอบใส่น้ำก่อนโซดา (รสชาติต่างกันนะครับ คนกินบ่อยๆจะรู้)
นอกจากนี้ อัตราส่วนการผสมเองก็สำคัญ บางคนชอบใส่เหล้าน้อย บางคน (อย่างผม)ใส่มาก บางคนชอบใส่น้ำมาก บางคนชอบใส่โซดาน้อย
ดังนั้น การกินเหล้า แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนครับ กว่าจะกินได้จนถึงขั้น สุนทรีย์ไปกับมันนี้ ต้องใช้เวลาและชั่วโมงบินพอสมควร ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นกับความไวต่อการรับรสของคนด้วย พวกลิ้นไว ก็เป็นเร็วหน่อย
แต่ถ้าคุณไม่อยากวุ่นวายขนาดนั้น เบียร์น่าจะเป้นอะไรที่ง่ายๆ สบายๆครับ ขอเพียงเบียร์ไม่อุ่นไปกว่า ๓ องศาซี ก็ใช้ได้แล้ว ยิ่งอุณหภูมิต่ำเท่าไร ก็จะยิ่งอร่อย แต่ระวังอย่าให้เป้นน้ำแข็งก้อนๆนะครับ อันนั้นหมดอร่อยเลย แต่ถ้าเป็นเกร็ดๆแบบ สเลอบี้ ก็อร่อยไปอีกแบบ ซึ่งเราเรียกว่า เบียร์วุ้นนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงคุณจะกินอะไร ยังไง ก็ตาม มันก็เพียงช่วยให้ลืมปัญหาชั่วครามเท่านั้น พอตื่นขึ้นมา คุณก็จะพบว่า ปัญหามันก็ยังอยู่ที่เดิมอยู่ดี
ทางที่ดี หาเพื่อนคุย ปรึกษาปัญหา หรือปรับทุกข์ให้สบายใจจะดีกว่านะครับ
อย่างเวลาผมอกหัก ก็กินเหล้ากับเพื่อน เพื่อพูดคุยปรึกษาปัญหาเท่านั้น เหล้าเป็นเพียงส่วนเสริมให้ทุกอย่างมันราบรื่นเท่านั้นเอง หรือบางอารมณ์ก็กินคนเดียว แต่สมองผมคิดถึงปัญหาและวิธีแก้ปัญหา
สิ่งเดียวที่ช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้คือ อริยสัจ 4 ครับ

ทุกข์ = อะไรคือปัญหา?
สมุหทัย = อะไรคือที่มาของปัญหา?
นิโรธ = อะไรคือวิธีแก้ปัญหา?
มรรค = หนทางไปสู่การแก้ปัญหาคืออะไร?

สิ่งที่นอกเหนือจากนี้ ไม่ใช่หนทางการแก้ปัญหาที่แท้จริงครับ
ถึงคุณจะกินเหล้าเพื่อลืมมัน แต่พอตื่นมา มันก็ยังอยู่กับคุณอยู่ดี แล้วคุณจะทำยังไง กินใหม่อีกรอบเพื่อที่ตื่นมาก็เจอปัญหาเดิม แล้วกินต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น อย่างนั้นหรือครับ?